สัจจะสะสมทรัพย์: สะสมทุนสังคม
พระสุบิน ปณีโต
พิมพ์โดยสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา กรกฎาคม 2541
หนังสือชุดประชาสังคมลำดับที่ 10


หมายเหตุจากสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา

     ข้อเขียนชิ้นนี้เป็นความตั้งใจของสถาบันฯ ตั้งแต่ได้พบกับพระสุบิน ปณีโต ได้สัมผัสกับงานและเห็นคุณค่าของงานที่ท่านทำมาโดยตลอด ด้วยหวังว่าวิธีที่ท่านและชาวบ้านดำเนินอยู่นี้ จะช่วยให้สังคมชนบทมีความเข้มแข็งได้ด้วยตนเอง ผ่านพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ทั้งที่เป็นนามธรรมอย่างความเอื้ออาทร และรูปธรรมอย่างวัด หรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ โดยมิต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐอย่างเดียว

     อนึ่ง การใช้นามพระสุบิน ปณีโต เป็นผู้เขียนนั้น ต้องการเพียงบันทึกประสบการณ์และความสำเร็จของท่านไว้ให้สาธารณะชนได้จดจำ ความผิดพลาดใดๆ ที่ปรากฏในข้อเขียนชิ้นนี้ ย่อมอยู่ในความรับผิดชอบของสถาบันฯ แต่ผู้เดียว

     เพื่อเป็นการเผยแพร่และเป็นเชื้อไฟแห่งความเบิกบานทางสติปัญญา เพื่อร่วมสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับแนวคิดเรื่อง "ประชาสังคม" ซึ่งสัมพันธ์กับนัยยะแห่งการพัฒนาอนาคตไทย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา จึงจัดพิมพ์ข้อเขียนชิ้นนี้ ออกเผยแพร่สู่สาธารณะ ดังปรากฏอยู่ในมือท่านขณะนี้


สารบัญ

ออมเงินเช่นออมบุญ สัจจะของทุนคือแบ่งปัน
ภูมิปัญญาพื้นบ้าน หลักคิดแห่งสัจจะสะสมทรัพย์
ก้าวแรกแห่งสัจจะสะสมทรัพย์
พัฒนาการการขยายตัวของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์
การจัดการของระบบสัจจะสะสมทรัพย์
ระบบตรวจสอบที่โปร่งใสและมีส่วนร่วม
บทเรียนจากสัจจะสะสมทรัพย์
ปรัชญาของการทำงาน
กระบวนการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมผ่าน การออมเงิน-บริหารเงินชุมชน
สรุปขั้นตอนการจัดตั้งและพัฒนากลุ่ม
ระบบบัญชีของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์
เป้าหมาย แนวทาง และผลแห่งความสำเร็จ


ออมเงินเช่นออมบุญ สัจจะของทุนคือแบ่งปัน

     แว่วเสียงหลักธรรมแห่งพระพุทธเจ้าที่ถ่ายทอดผ่านคำเทศน์ของพระสุบิน ปณีโต แห่งวัดไผ่ล้อม จังหวัดตราด ได้สะกดให้ผู้เฒ่า ผู้แก่ และบรรดาญาติธรรมที่มาฟังหลวงพ่อเทศน์ ได้หวนคิดถึงปัญหาความทุกข์ยาก จากความยากจน หนี้สิน การทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว และชุมชนที่ผ่านมาอย่างปลงตก และพานเชื่อมโยงไปถึงวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศชาติ ซึ่งหาได้รอดพ้นจากสัจธรรมดังกล่าวไม่

     แต่ ณ บัดนี้ครอบครัวเขา ชุมชนของพวกเขา รวมไปถึงชุมชนเพื่อนบ้านอีกหลายแห่ง ต่างกำลังยืนหยัดขึ้นนมาอย่างเข้มแข็ง มือของพวกเขา ใจของเขาได้เอื้อมสัมผัสถึงกันอย่างอบอุ่น มั่นคง ท่ามกลางหายนะเศรษฐฏิจของชาติ อันเชี่ยวกรากที่พัดพาผู้คนลงสู่ทะเลทุกข์ อันเคว้งคว้าง และมืดมนอนตกาลอย่างไร้ทางออก

     หยาดพิรุณแห่งความหวังได้ก่อตัวเมื่อ 7 ปีก่อน (2533) พระสุบิน ปณีโต ได้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ในจังหวัดตราด เพราะเล็งเห็นว่า ความยากจนเป็นบ่อเกิดของปัญหานานาชนิด หากชาวบ้านยังยากจนอยู่ จะเทศน์ให้เป็นคนดีเพียงใดก็ไม่สำเร็จ ท่านจึงแปรคำเทศนาจากนามธรรมสู่รูปธรรม โดยให้คนในชุมชน ระดมเงินออมคนละ 10 บาท 20 บาท เพื่อนำมาปล่อยกู้ช่วยเหลือกันเองในกลุ่มอย่างมีวินัย เพราะที่ผ่านมาสถาบันการเงินล้วนแต่ดึงเงินออมจากชาวบ้านจากชนบท เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้คนเมือง และภาคธุรกิจทำกำไรเฉพาะตน โดยที่คนยากจนในภาคชนบทมิได้มีส่วนร่วมในกำไรนั้นๆ มิหนำซ้ำการจะเข้าถึงเพื่อไปใช้ประโยชน์จากเงินของตนเองในสถาบันเหล่านี้กลับเป็นไปได้ยาก ยิ่งใช้ยิ่งจน ยิ่งกู้ยิ่งล้มละลาย

     ศูนย์กลางการเงินของชุมชน หรือสัจจะออมทรัพย์ ที่พระสุบินได้สนับสนุน ให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกัน ตั้งขึ้นอาศัยหลักบริหารจัดการคล้ายกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป หรือกลุ่มออมทรัพย์ที่เกิดขึ้นอย่างดาษดื่น แต่หลักปรัชญาหรือคุณค่าที่ยึดเหนี่ยวแตกต่างกันสิ้นเชิง "จำนวนเงินหรือการสร้างมูลค่าเพิ่มของทุน" หาได้เป็นเป้าหมายสูงสุด หากแต่พลิกผันให้ "เงิน" ที่ถูกมองมาโดยตลอดว่าเป็นที่มาของต้นเหตุ แห่งโลภะจริต กลายเป็นเงื่อนไขในการสร้างความรัก ความสมานฉันท์ ของผู้คนในชุมชน ซึ่งในระบบการจัดการเงินทั่วไปไม่มีทางทำได้ ดังเห็นได้จากมีระบบทุนสวัสดิการของชุมชน อันเกิดจากกำไรของดอกเบี้ยเงินกู้ เงินทุกบาททุกสตางค์มิได้ไหลออกจากชุมชน และมิได้ไหลไปเข้ากระเป๋าใครคนใดคนหนึ่ง แต่กลับมาหล่อเลี้ยงผู้คนในชุมชนนั่นเอง

     จากกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ 2 กลุ่มในปี 2533 จนถึงปัจจุบันนี้ ได้ขยายออกไปถึง 106 กลุ่ม มีจำนวนสมาชิก 21,400 คน มีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 36 ล้านบาท ทุกวันนี้สมาชิกกลุ่มค่อนจังหวัด มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีแหล่งเงินกู้ มีเงินสะสมของตนเองเพิ่มขึ้นทุกเดือน มีเงินปันผลในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยธนาคาร และยังมีสวัสดิการคุ้มครองตัวเอง เป็นที่น่าคิดว่ายามข้าวยากหมากแพงทั่วประเทศเช่นนี้ หากตัวอย่างสัจจะสะสมทรัพย์ได้แผ่ขยายไปทั่วประเทศ จะมิเป็นการฟื้นเศรษฐกิจของชาติ พลิกหายนะสู่ความมั่นคงของประเทศหรอกหรือ

ภูมิปัญญาพื้นบ้าน หลักคิดแห่งสัจจะสะสมทรัพย์

     ในปี 2523 แถบภาคใต้ช่วงจังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่อยลงมาถึงสตูล ขณะนั้นเป็นเขตของผู้ก่อการร้าย มีการเรียกค่าคุ้มครอง ปล้นสะดม ชาวบ้านชาวช่องเดือดร้อนอย่างหนัก ชุมชนเกิดความแตกแยก ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูล มีชาวบ้าน 30 กว่าครอบครัว หมู่บ้านดังกล่าวประสบปัญหาเศรษฐกิจ เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ได้ปรากฏพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งธุดงค์มาจากภาคตะวันออก เรื่อยลงมาภาคใต้มาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงพากันไปนิมนต์พระรูปนั้น ซึ่งมีนามว่าพระสุบินมาเทศน์เพื่อแก้ปัญหา พระสุบินตระหนักว่าลำพังการเทศน์คงจะแก้ความยากจน และฟื้นความสามัคคีให้กลับมาสู่ชุมชนลำบาก จึงครุ่นคิดหาแนวทางที่จะผนวกการแก้ปัญหาปากท้อง กับการสร้างความสามัคคีเข้าด้วยกัน พระสุบินจึงได้เสนอแนะให้ชาวบ้านเก็บเงินร่วมกัน บ้านหนึ่งเก็บเดือนละ 10 บาท แล้วเอามารวมกัน 100 หลังคาเรือนก็ได้ 1,000 บาท เพื่อเป็นการออมเงินไว้แก้ปัญหาชุมชน แม้การดังกล่าวจะยังมิได้สำเร็จลุล่วง เพราะเหตุเฉพาะหน้าที่พระสุบินจะต้องกลับจังหวัดตราด ซึ่งเป็นบ้านเกิดเสียก่อน แต่ก็นับได้ว่าเป็นก้าวแรกของการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาของชุมชน ซึ่งขณะนั้นยังหารู้ไม่ว่าก้าวดังกล่าว จะนำมาสู่การบุกเบิกสร้างนวตกรรมใหม่ของการฟื้นเศรษฐกิจชุมชน ที่ส่งผลสะเทือนต่อนโยบายสร้างเศรษฐกิจฐานล่างของประเทศในเวลาต่อมา

     ภายหลังพระสุบินได้หวนกลับมาธุดงค์ภาคใต้อีกครั้ง มาจนถึงจังหวัดสงขลา ดินแดนที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ ซึ่งผสมผสานด้วยผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ทั้งคนไทย จีน ไทยมุสลิม ในช่วงนี้เองที่พระสุบินได้มีโอกาสรู้จักกับครูซบ ยอดแก้ว ปราชญ์ชาวบ้านคนสำคัญของภาคใต้ ที่ได้สร้างสรรค์โครงการกลุ่มออกทรัพย์หมู่บ้านจนประสบความสำเร็จ ทั่วจังหวัดสงขลา มีสมาชิก 20 กลุ่ม มีเงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นปริมาณเงินหมุนเวียนที่มหาศาล ก้าวแรกของครูซบเริ่มจากการออมของเด็กและครู โดยผลกำไรที่ได้นำไปปันผลและสนับสนุนเด็กๆ ยากจน ณ จุดนี้เองพระสุบินพลันได้คิดถึงจุดผสาน ระหว่างการแก้ปัญหาความยากจน และการสานความสามัคคีของชุมชนเข้าด้วยกัน โดยอาศัยหลักเรื่องการออมทรัพย์ ผนวกกับหลักธรรมทางพุทธศาสนา ซึ่งตนเองได้เรียนรู้มาโดยตลอด นามธรรมในหลักธรรมได้เริ่มก่อร่างเป็นรูปธรรมขึ้นมาในปี 2533 นั่นเอง 10 ปีแห่งการเรียนรู้จากการธุดงค์ภาคใต้ พระสุบินจึงได้หวนกลับไปบ้านเกิด เพื่อนำเอาความคิดเรื่องสะสมทรัพย์ไปทดลอง

ก้าวแรกแห่งสัจจะสะสมทรัพย์

     "... ตอนทำครั้งแรก อาตมาชี้แจงให้ชาวบ้านเห็นว่า พวกเรากำลังเสียเปรียบ ถ้าเราไม่รวมตัวกัน ในอนาคตจะเสียเปรียบมากขึ้น พวกคนรวยเขายังรวมตัวกันจัดตั้งบริษัท เราคนจน ต่างคนต่างอยู่จะไปสู้อะไรได้ ในอนาคตจะไม่มีที่อยู่ ที่กิน กลายเป็นคนอนาถา ต้องรอประชาสงเคราะห์อย่างเดียว ฉะนั้นกลุ่มออมทรัพย์เป็นที่ที่จำเป็น..."

     เมื่อเริ่มเผยแพร่แนวความคิด แม้พระสุบินจะเป็นที่เคารพนับถือของคนในหมู่บ้าน แต่ด้วยความล้มเหลวของกิจการออมทรัพย์ที่ราชการเคยส่งเสริมชาวบ้านมาตลอด ก็ทำให้อดที่จะตั้งคำถามต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมิได้ ชาวบ้านเขาถามว่า เอาอีกแล้ว เงินจากกลุ่มออมทรัพย์กลุ่มเดิมยังไม่ได้คืนเลย เงินใหม่มาอีกแล้ว อาตมาก็ชี้แจงว่า อาตมาไม่ได้บังคับโยม เพียงแค่ชี้ทิศทางความคิด เงินแค่ 10 บาทเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรชาวบ้านก็เชื่อพระ เมื่อเริ่มต้นจึงมีสมาชิกกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ประมาณ 70 คน พอปีที่ 3-4 ก็มีสมาชิก 200-300 คน

พัฒนาการการขยายตัวของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์

     พระสุบินได้เริ่มสนับสนุนให้เกิดกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ครั้งแรก 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ที่บ้านเกิดของตนเอง และที่วัดทุ่งเขา ซึ่งเป็นวัดที่จำพรรษา ต่อมามีพระที่เป็นเพื่อนกันไปบอกเข้าคณะภาค เจ้าคณะภาคจึงได้เรียกพระสุบินพร้อมกับเจ้าคณะอำเภอ และจังหวัดไปสอบถาม เนื่องจากเห็นเป็นเรื่องการเงินการทอง พระสุบินได้บอกเล่าถึงแนวคิด และรูปธรรมของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ให้ทราบ เจ้าคณะภาคพร้อมกับเข้าคณะจังหวัด และอำเภอเห็นว่าแนวทางดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างมาก จึงได้สนับสนุนทั้งด้านงบประมาณ และการขยายเครือข่ายกับวัดต่างๆ

     การดำเนินงานกลุ่มสะสมทรัพย์กลุ่มต่างๆ ช่วงแรก เป็นไปในลักษณะมีการฝากน้อย แต่กู้มาก แต่พอกองทุนค่อยๆ โตขึ้น ก็ทำให้มีเงินในระบบที่สามารถปันผลและจัดการเรื่องสวัสดิการได้มากขึ้น พระสุบินพยายามโน้มน้าวชาวบ้านให้เห็นถึงความพอดี โดยไม่เร่งรัดแต่การเพิ่มทุน แต่ให้มุ่งเป้ามาที่ความประหยัด หมั่นสะสม เพื่อให้รากฐานของกองทุนแข็งแกร่ง สามารถพึ่งตนเองในระยะยาวได้

การจัดการของระบบสัจจะสะสมทรัพย์

     หลักการจัดการของระบบสัจจะสะสมทรัพย์ อาศัยการผสมผสานหลักการจากระบบต่างๆ หลายรูปแบบ อาทิ ธนาคารหมู่บ้าน และยังมีกิจกรรมจัดสวัสดิการแก่สมาชิกคล้ายบริษัทประกันภัย ยิ่งกว่านั้น บางกลุ่มสามารถดำเนินการแบบบริษัทคนกลางจัดซื้อสินค้าที่เป็นที่ต้องการของสมาชิก และคนในหมู่บ้านมาจำหน่าย ซึ่งเป็นรูปแบบของสหกรณ์ แต่ต่างกันตรงที่ว่ามีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับชุมชนมากกว่า หลักเกณฑ์โดยทั่วไปมีดังนี้

     ข้อแรก คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มต้องเป็นคนในชุมชนเท่านั้น เพื่อการควบคุมตรวจสอบได้ โดยจะต้องฝากเงินประจำทุกเดือน อย่างน้อยรายละ 10 บาท แต่ไม่เกิน 100 บาท ทั้งนี้เพราะต้องการฝึกให้ชาวบ้านมีวินัย ดังที่พระสุบินได้อธิบายว่า

     กฏเกณฑ์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของชาวบ้านอย่างยิ่ง เพราะชาวบ้านอายที่จะเอาเงิน 10 บาทไปฝากธนาคาร และยังไม่คุ้มกับที่ต้องเสียค่ารถไปฝาก ขณะเดียวกันหากใครคิดจะฝากครั้งเดียว ทีละหลายร้อยหลายพัน นั่นก็เป็นการผิดกติกาเช่นกัน

     กฏเกณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นตัวกระชับความสัมพันธ์ทางสังคมได้ดี ขณะเดียวกันก็เป็นตัวบ่งชี้พฤติกรรมของผู้คน เพราะผู้ที่บกพร่องในการออมไม่มา หรือฝากช้ากว่าที่กำหนด จะถือว่าไม่มีสัจจะและโดนปรับ

     ข้อสอง คนที่เอาเงินมาฝากสามารถทำเรื่องขอกู้ได้ทันที โดยมีหนังสือสัญญา มีคนค้ำประกัน และอยู่ในการดูแลของกรรมการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ที่ทำหน้าที่ที่ปล่อยกู้โดยใช้สัจจะ ความเชื่อถือกันเอง หลักการตรงจุดนี้เกิดจากการสรุปบทเรียนความผิดพลาดของกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์ที่มีอยู่ ดังที่พระสุบินได้วิเคราะห์ว่า

     ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ระบบสัจจะสะสมทรัพย์ตอบสนองความจำเป็นของชาวบ้าน ได้ดีกว่าสถาบันการเงินทั่วไป

     ข้อสาม คณะกรรมการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่ชาวบ้านเลือกตั้งกันมานั้น ให้มีวาระเพียงปีเดียว ห้ามผูกขาด แต่ถ้ากรรมการประพฤติตนดี ก็สามารถถูกเลือกเข้ามาใหม่ได้ ซึ่งหลักการข้อนี้เป็นการให้กลไกทางสังคมในชุมชนเองเป็นตัวตรวจสอบ สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ที่อำนาจการบริหารตัดสินใจ ต้องเป็นของชุมชน มิใช่แค่เพื่อชุมชนเพียงประการเดียว

การเปลี่ยนบทบาทของเงิน จากสินค้าสู่เครื่องมือแก้ปัญหา

     เป็นที่น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อย เมื่อ "เงิน" ได้พลิกบทบาทจาก "คำตอบ" (End) มาเป็น "เครื่องมือการสร้างคน" (Tool) ได้อย่างน่าชื่นชม อย่างน้อยอาจจัดแบ่งผลกระทบที่เห็นได้ชัดใน 3 ระดับกล่าวคือ

ระบบตรวจสอบที่โปร่งใสและมีส่วนร่วม

     ระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อสาธารณะ ย่อมต้องสามารถตรวจสอบและเข้าถึงได้ง่าย แม้แต่สมาชิกที่ไม่สามารถเขียนหนังสือได้ ระบบก็ต้องสร้างให้เอื้อแก่คนเหล่านั้นด้วย

     รายการทุกรายการทั้งฝากและการกู้ของสมาชิก ล้วนสามารถติดตามและตรวจสอบ ได้ตลอดเวลา ในกรณีที่มีสมุดเล่มใดหายไป ไม่ว่าจะเป็นของสมาชิกหรือของกรรมการ ข้อมูลที่หายไปนั้นจะสามารถรวบรวมได้จากเล่มอื่น และในการประชุมประจำปีของทุกปี กรรมการจะรายงานผลการดำเนินงาน พร้อมกับจัดสรรผลประโยชน์ หรือกำไรที่ได้จากการประกอบการ เป็นเงินปันผลและสวัสดิการกลุ่ม (ชุมชน) พร้อมกับมีการทบทวนกฏระเบียบทุกปี ที่สำคัญที่สุดก็คือ กิจกรรมทั้งการฝากและกู้นี้ ล้วนเกิดขึ้นต่อหน้าสมาชิกในที่สาธารณะ นั่นหมายถึง เงินสดจากค่าหุ้นฝากเงิน และเงินงวดชำระคืนจากเงินกู้ของสมาชิกในเดือนนั้น จะนำมาให้กู้ต่อสมาชิกที่ขอกู้เงินทั้งหมด โดยมีการตรวจนับเงินสดต่อหน้าสมาชิกทุกคน

     กรณีของการเกิดขึ้นของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ในจังหวัดตราด ที่ได้รับการส่งเสริมและเผยแพร่ ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางโดย พระสุบิน ปณีโต แห่งวัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดตราด เป็นกรณีตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และหลักธรรมมะในพระพุทธศาสนา เพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตของชุมชนอย่างเป็นองค์รวม โดยเริ่มต้นจากการจัดการทุนร่วมกันของชุมชน ที่เป็นกลไกร้อยรัดผู้คนให้เข้ามาร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมอื่นๆ อันนำไปสู่ความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของชุมชนโดยรวม ในขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางสำคัญที่จะเป็นพื้นที่ให้หน่วยงานจากภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถทำงานในเชิงของการหนุนเสริมได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

บทเรียนจากสัจจะสะสมทรัพย์

     การดำเนินกิจกรรมกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์พบว่ามีบทเรียนที่น่าศึกษา 6 ประการ คือ

ปรัชญาของการทำงาน

     การดำเนินการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ จึงมีแก่นแท้คือ การสร้างคุณธรรม และสวัสดิการกลุ่ม ให้แก่กลุ่มคนทั้งในชนบทและในเมือง ด้วยการใช้

     1) คุณค่าทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ สัจจะ เสียสละ ความเอื้ออาทรช่วยเหลือกัน การใช้คนดีบริหารควบคุมคนไม่ดี

     2) ระบบบริหารการเงิน ที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ด้วยการจัดแบ่งเป็นระบบต่างๆ คือ
             - เงินกองทุนสวัสดิการครบวงจรชีวิต
             - เงินกู้
             - ศูนย์กลางการระดมเงินออม
             - ตลาดนัด (ทุน-สินค้า)

     3) การพึ่งตนเองของชุมชนใน 3 ด้านคือ
             - ด้านคุณธรรมและวินัย
             - ด้านสวัสดิการชุมชนครบวงจร
             - ด้านการเป็นศูนย์กลางการเงินของชุมชน

     4) การเปิดโอกาสให้คนทั้งชุมชน ไม่เว้นแม้แต่คนแก่ หรือเด็ก ได้มีส่วนร่วมในผลประโยชน์ของกลุ่ม

     5) การยึดโยงชุมชนด้วยวัฒนธรรมชุมชน และกองทุนสวัสดิการ

     6) การพึ่งพาซึ่งกันและกันของคนในชุมชน

กระบวนการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมผ่าน การออมเงิน-บริหารเงินชุมชน

     กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่ได้รับการส่งเสริมโดยพระสุบินนี้ มีหลักการที่สำคัญคือ

สรุปขั้นตอนการจัดตั้งและพัฒนากลุ่ม

     ขั้นที่1 การเปิดเวทีชาวบ้านขึ้นในเวทีทำบุญในวัด เพื่อจัดตั้งกลุ่มคนดี "กลุ่มเล็ก" ที่ร่วมวิถีชีวิตในชุมชนเดียวกัน โดยให้มีการออมและให้กู้ทันที พร้อมๆ ไปกับการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ

     ขั้นที่2 การขยายสมาชิก การปรับกฏเกณฑ์ การบริหารการเงินของกลุ่ม อันเป็นการพัฒนาตนเองของกลุ่ม รุ่น 1- 2- 3 -4 (4ปี ปิดรับ)

     ขั้นที่3 การขยายเครือข่ายสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มออมทรัพย์ใกล้เคียงในรูปของ ชมรมระดับตำบล หรือระดับจังหวัด

     การเกิดขึ้นของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์นี้ เป็นตัวอย่างของการใช้ระบบการจัดการการเงิน เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนและความเข้มแข็งของชุมชน โดยส่งผลใน 3 ระดับคือ


              ในระดับครัวเรือน สามารถช่วยปรับลดความเห็นแก่ตัว และการมุ่งบริโภคของปัจเจก ไปสู่การอดออมอย่างมีสัจจะ การบริหารทุนสวัสดิการของครอบครัว การสร้างความผูกพันของ ครอบครัวและเครือญาติ

              ในระดับชุมชน ได้ก่อให้เกิดการพึ่งพากันเองสูงมาก โดยการเกิดขึ้นของกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่เป็นกลไกในการจัดสรรกำไรของสาธารณะ (กลุ่ม) กลับคืนสู่สมาชิก ในรูปของ
                      - ค่ารักษาพยาบาล
                      - ค่าช่วยเหลือทำศพ
                      - ทุนการศึกษาเด็ก
                      - การพัฒนาหมู่บ้าน
                      - การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
             กระบวนการที่เกิดขึ้นได้ช่วยยึดโยงสมาชิกเข้าหากันอย่างแน่นแฟ้น เกิดการตรวจสอบ และปรับพฤติกรรมกันเองในหมู่สมาชิก และเป็นการสร้างระบบพึ่งพา และช่วยเหลือเอื้ออาทร ผ่านการบริหารกองทุน และกติกาประชาธิปไตยที่สมาชิกมีส่วนร่วมกันในเวทีสาธารณะ

              ในระดับชุมชนกับความสัมพันธ์กับภายนอก ในอนาคตควรเกิดเป็นเครือข่าย กลุ่มออมทรัพย์หรือชมรมกลุ่มออมทรัพย์ โดยมีกองทุนร่วมระดับกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อเป็น
                      - เครือข่ายการเรียนรู้ หรือเป็น "มหาวิทยาลัยชาวบ้าน"
                      - การบริหารทุนของเครือข่าย
                      - การร่วมทุนของเครือข่าย
                      - การร่วมลงทุน หรือลงทุนธุรกิจชุมชน
                      - การต่อรอง หรือปกป้องการถูกเอาเปรียบจากภายนอก
                      - เครือข่ายประชาสังคมในอนาคต

ระบบบัญชีของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์

     การจัดระบบบัญชีของกลุ่มเป็นการจัดทำขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจของชาวบ้าน แต่ก็สามารถควบคุมให้เกิดความรัดกุมและโปร่งใส ง่ายต่อการตรวจสอบและการดำเนินการ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

     สมาชิก จะมีสมุดบัญชี 2 เล่ม คือสมุดคู่ฝากและกู้ และในบางกลุ่มอาจมีสมุดเงินกู้ ที่กู้จากเงินกองทุนสวัสดิการอีกเล่มหนึ่งด้วย โดยภายในจะระบุรายละเอียดของ
             - จำนวนหุ้น
             - จำนวนเงินที่ต้องฝากในแต่ละเดือน
             - จำนวนเงินกู้
             - จำนวนเงินที่ต้องส่งคืนพร้อมกับค่าบำรุง หรือดอกเบี้ยในแต่ละเดือน

     กรรมการ จะมีสมุดคุมอยู่ 4 เล่มคือ
             - สมุดรับฝากเงินรายเดือน
             - สมุดเงินกู้รายเดือน
             - สมุดเงินกู้รายเดือนจากกองทุนสวัสดิการ
             - สมุดแยกประเภทเพื่อคุมเงินฝาก คุมเงินหมุนเวียน และรายรับรายจ่าย

     ประชุมใหญ่ประจำปี เมื่อครบรอบปีของการดำเนินงาน จะมีการประชุมใหญ่ประจำปี ซึ่งกรรมการจะรายงานการดำเนินงานว่ามีผลกำไรหรือขาดทุน ยอดเงินฝากและหุ้น และยอดเงินสวัสดิการ หลังจากนั้นก็จะมีการปรับปรุงกฏระเบียบร่วมกัน อันรวมถึงกฏระเบียบการเงินด้วย เช่น อัตราเงินปันผล อัตราเงินค่าสวัสดิการ ฯลฯ

เป้าหมาย แนวทาง และผลแห่งความสำเร็จ

     เมื่อย้อนไปดูพัฒนาการการก่อตัวทางความคิดของพระสุบิน ปณีโต จนมาถึงรูปธรรม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นดังปัจจุบัน สามารถสรุปเป้าหมาย แนวทาง และผลแห่งความสำเร็จได้ดังนี้

     จากเป้าหมายแนวทาง มาสู่ผลแห่งความสำเร็จ แม้เพียงเท่านี้ก็เห็นแล้วว่า พระสุบินรวมไปถึงชาวบ้าน แห่งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ จ.ตราด เป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งยง หรือเป็นวีรบุรุษแห่งสามัญชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจของบ้านเมืองกำลังตกต่ำ ผู้คนระส่ำระสาย หาที่ยึดเหนี่ยวเพื่อหนีตายอยู่กลางคลื่นทะเลแห่งหายนะ นายทุน ธุรกิจหลายแห่งล้ม แต่เขาอาจจะล้มบนฟูกหรือสนามหญ้า แต่คนยากคนจนในชนบท พวกเขาล้มมานาน ล้มบนผืนดิน และหินผาที่แหลมคม

     วิกฤติเช่นนี้ รัฐบาล นักเศรษฐศาสตร์หวังเพียงแต่ไขว่คว้า หาทุนต่างชาติมาต่อลมหายใจให้กับนายทุน ด้วยใจหวังว่าจะให้โครงสร้างแบบเก่าที่เกาะกิน ทำลายชนบทฐานล่างยังคงอยู่สืบไป เมื่อวิกฤตินำไปสู่โอกาส ใยจึงไม่สนใจการฟื้นเศรษฐกิจจากฐานล่างเล่า ให้โครงสร้างเก่าพังครืนลงมา พร้อมกับการก่อร่างโครงสร้างใหม่จากรากฐานที่เข้มแข็ง ฟื้นด้วยภูมิปัญญาของชาวบ้าน เกื้อหนุนอย่างเหมาะสม ฟื้นจิตวิญญาณ แห่งความเอื้ออาทรกลับคืนมา สร้างเสริมจิตสำนึกของความเป็นชุมชนซึ่งไม่มีวันหมดสิ้น นำหลักธรรมแห่งพุทธศาสนา เรื่องการพึ่งตนเองและความสันโดษกลับมาสู่สังคมไทย ดังเช่นที่พระสุบิน ปณีโต ได้บุกเบิกทางไว้ เพราะแท้จริง เงื่อนไขเหล่านี้ล้วนเป็นเงื่อนไขร่วมที่สามารถเกิดได้ทุกแห่ง ไม่ว่าเมืองหรือชนบท ไปจนถึงประเทศ คุณก็คงอยากเห็นประเทศพึ่งตนเองอย่างมีศักดิ์ศรีได้เช่นกัน มิใช่หรือ