สัจจะสะสมทรัพย์: สะสมทุนสังคม
พระสุบิน ปณีโต
พิมพ์โดยสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา กรกฎาคม 2541
หนังสือชุดประชาสังคมลำดับที่ 10
| หมายเหตุจากสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
ข้อเขียนชิ้นนี้เป็นความตั้งใจของสถาบันฯ ตั้งแต่ได้พบกับพระสุบิน ปณีโต ได้สัมผัสกับงานและเห็นคุณค่าของงานที่ท่านทำมาโดยตลอด ด้วยหวังว่าวิธีที่ท่านและชาวบ้านดำเนินอยู่นี้ จะช่วยให้สังคมชนบทมีความเข้มแข็งได้ด้วยตนเอง ผ่านพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ทั้งที่เป็นนามธรรมอย่างความเอื้ออาทร และรูปธรรมอย่างวัด หรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ โดยมิต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐอย่างเดียว อนึ่ง การใช้นามพระสุบิน ปณีโต เป็นผู้เขียนนั้น ต้องการเพียงบันทึกประสบการณ์และความสำเร็จของท่านไว้ให้สาธารณะชนได้จดจำ ความผิดพลาดใดๆ ที่ปรากฏในข้อเขียนชิ้นนี้ ย่อมอยู่ในความรับผิดชอบของสถาบันฯ แต่ผู้เดียว เพื่อเป็นการเผยแพร่และเป็นเชื้อไฟแห่งความเบิกบานทางสติปัญญา เพื่อร่วมสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับแนวคิดเรื่อง "ประชาสังคม" ซึ่งสัมพันธ์กับนัยยะแห่งการพัฒนาอนาคตไทย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา จึงจัดพิมพ์ข้อเขียนชิ้นนี้ ออกเผยแพร่สู่สาธารณะ ดังปรากฏอยู่ในมือท่านขณะนี้ |
สารบัญ
ออมเงินเช่นออมบุญ สัจจะของทุนคือแบ่งปัน
ภูมิปัญญาพื้นบ้าน หลักคิดแห่งสัจจะสะสมทรัพย์
ก้าวแรกแห่งสัจจะสะสมทรัพย์
พัฒนาการการขยายตัวของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์
การจัดการของระบบสัจจะสะสมทรัพย์
ระบบตรวจสอบที่โปร่งใสและมีส่วนร่วม
บทเรียนจากสัจจะสะสมทรัพย์
ปรัชญาของการทำงาน
กระบวนการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมผ่าน การออมเงิน-บริหารเงินชุมชน
สรุปขั้นตอนการจัดตั้งและพัฒนากลุ่ม
ระบบบัญชีของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์
เป้าหมาย แนวทาง และผลแห่งความสำเร็จ
ออมเงินเช่นออมบุญ สัจจะของทุนคือแบ่งปัน
แว่วเสียงหลักธรรมแห่งพระพุทธเจ้าที่ถ่ายทอดผ่านคำเทศน์ของพระสุบิน ปณีโต แห่งวัดไผ่ล้อม จังหวัดตราด ได้สะกดให้ผู้เฒ่า ผู้แก่ และบรรดาญาติธรรมที่มาฟังหลวงพ่อเทศน์ ได้หวนคิดถึงปัญหาความทุกข์ยาก จากความยากจน หนี้สิน การทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว และชุมชนที่ผ่านมาอย่างปลงตก และพานเชื่อมโยงไปถึงวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศชาติ ซึ่งหาได้รอดพ้นจากสัจธรรมดังกล่าวไม่
แต่ ณ บัดนี้ครอบครัวเขา ชุมชนของพวกเขา รวมไปถึงชุมชนเพื่อนบ้านอีกหลายแห่ง ต่างกำลังยืนหยัดขึ้นนมาอย่างเข้มแข็ง มือของพวกเขา ใจของเขาได้เอื้อมสัมผัสถึงกันอย่างอบอุ่น มั่นคง ท่ามกลางหายนะเศรษฐฏิจของชาติ อันเชี่ยวกรากที่พัดพาผู้คนลงสู่ทะเลทุกข์ อันเคว้งคว้าง และมืดมนอนตกาลอย่างไร้ทางออก
หยาดพิรุณแห่งความหวังได้ก่อตัวเมื่อ 7 ปีก่อน (2533) พระสุบิน ปณีโต ได้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ในจังหวัดตราด เพราะเล็งเห็นว่า ความยากจนเป็นบ่อเกิดของปัญหานานาชนิด หากชาวบ้านยังยากจนอยู่ จะเทศน์ให้เป็นคนดีเพียงใดก็ไม่สำเร็จ ท่านจึงแปรคำเทศนาจากนามธรรมสู่รูปธรรม โดยให้คนในชุมชน ระดมเงินออมคนละ 10 บาท 20 บาท เพื่อนำมาปล่อยกู้ช่วยเหลือกันเองในกลุ่มอย่างมีวินัย เพราะที่ผ่านมาสถาบันการเงินล้วนแต่ดึงเงินออมจากชาวบ้านจากชนบท เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้คนเมือง และภาคธุรกิจทำกำไรเฉพาะตน โดยที่คนยากจนในภาคชนบทมิได้มีส่วนร่วมในกำไรนั้นๆ มิหนำซ้ำการจะเข้าถึงเพื่อไปใช้ประโยชน์จากเงินของตนเองในสถาบันเหล่านี้กลับเป็นไปได้ยาก ยิ่งใช้ยิ่งจน ยิ่งกู้ยิ่งล้มละลาย
ศูนย์กลางการเงินของชุมชน หรือสัจจะออมทรัพย์ ที่พระสุบินได้สนับสนุน ให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกัน ตั้งขึ้นอาศัยหลักบริหารจัดการคล้ายกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป หรือกลุ่มออมทรัพย์ที่เกิดขึ้นอย่างดาษดื่น แต่หลักปรัชญาหรือคุณค่าที่ยึดเหนี่ยวแตกต่างกันสิ้นเชิง "จำนวนเงินหรือการสร้างมูลค่าเพิ่มของทุน" หาได้เป็นเป้าหมายสูงสุด หากแต่พลิกผันให้ "เงิน" ที่ถูกมองมาโดยตลอดว่าเป็นที่มาของต้นเหตุ แห่งโลภะจริต กลายเป็นเงื่อนไขในการสร้างความรัก ความสมานฉันท์ ของผู้คนในชุมชน ซึ่งในระบบการจัดการเงินทั่วไปไม่มีทางทำได้ ดังเห็นได้จากมีระบบทุนสวัสดิการของชุมชน อันเกิดจากกำไรของดอกเบี้ยเงินกู้ เงินทุกบาททุกสตางค์มิได้ไหลออกจากชุมชน และมิได้ไหลไปเข้ากระเป๋าใครคนใดคนหนึ่ง แต่กลับมาหล่อเลี้ยงผู้คนในชุมชนนั่นเอง
จากกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ 2 กลุ่มในปี 2533 จนถึงปัจจุบันนี้ ได้ขยายออกไปถึง 106 กลุ่ม มีจำนวนสมาชิก 21,400 คน มีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 36 ล้านบาท ทุกวันนี้สมาชิกกลุ่มค่อนจังหวัด มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีแหล่งเงินกู้ มีเงินสะสมของตนเองเพิ่มขึ้นทุกเดือน มีเงินปันผลในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยธนาคาร และยังมีสวัสดิการคุ้มครองตัวเอง เป็นที่น่าคิดว่ายามข้าวยากหมากแพงทั่วประเทศเช่นนี้ หากตัวอย่างสัจจะสะสมทรัพย์ได้แผ่ขยายไปทั่วประเทศ จะมิเป็นการฟื้นเศรษฐกิจของชาติ พลิกหายนะสู่ความมั่นคงของประเทศหรอกหรือ
ภูมิปัญญาพื้นบ้าน หลักคิดแห่งสัจจะสะสมทรัพย์
ในปี 2523 แถบภาคใต้ช่วงจังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่อยลงมาถึงสตูล ขณะนั้นเป็นเขตของผู้ก่อการร้าย มีการเรียกค่าคุ้มครอง ปล้นสะดม ชาวบ้านชาวช่องเดือดร้อนอย่างหนัก ชุมชนเกิดความแตกแยก ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูล มีชาวบ้าน 30 กว่าครอบครัว หมู่บ้านดังกล่าวประสบปัญหาเศรษฐกิจ เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ได้ปรากฏพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งธุดงค์มาจากภาคตะวันออก เรื่อยลงมาภาคใต้มาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงพากันไปนิมนต์พระรูปนั้น ซึ่งมีนามว่าพระสุบินมาเทศน์เพื่อแก้ปัญหา พระสุบินตระหนักว่าลำพังการเทศน์คงจะแก้ความยากจน และฟื้นความสามัคคีให้กลับมาสู่ชุมชนลำบาก จึงครุ่นคิดหาแนวทางที่จะผนวกการแก้ปัญหาปากท้อง กับการสร้างความสามัคคีเข้าด้วยกัน พระสุบินจึงได้เสนอแนะให้ชาวบ้านเก็บเงินร่วมกัน บ้านหนึ่งเก็บเดือนละ 10 บาท แล้วเอามารวมกัน 100 หลังคาเรือนก็ได้ 1,000 บาท เพื่อเป็นการออมเงินไว้แก้ปัญหาชุมชน แม้การดังกล่าวจะยังมิได้สำเร็จลุล่วง เพราะเหตุเฉพาะหน้าที่พระสุบินจะต้องกลับจังหวัดตราด ซึ่งเป็นบ้านเกิดเสียก่อน แต่ก็นับได้ว่าเป็นก้าวแรกของการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาของชุมชน ซึ่งขณะนั้นยังหารู้ไม่ว่าก้าวดังกล่าว จะนำมาสู่การบุกเบิกสร้างนวตกรรมใหม่ของการฟื้นเศรษฐกิจชุมชน ที่ส่งผลสะเทือนต่อนโยบายสร้างเศรษฐกิจฐานล่างของประเทศในเวลาต่อมา
ภายหลังพระสุบินได้หวนกลับมาธุดงค์ภาคใต้อีกครั้ง มาจนถึงจังหวัดสงขลา ดินแดนที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ ซึ่งผสมผสานด้วยผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ทั้งคนไทย จีน ไทยมุสลิม ในช่วงนี้เองที่พระสุบินได้มีโอกาสรู้จักกับครูซบ ยอดแก้ว ปราชญ์ชาวบ้านคนสำคัญของภาคใต้ ที่ได้สร้างสรรค์โครงการกลุ่มออกทรัพย์หมู่บ้านจนประสบความสำเร็จ ทั่วจังหวัดสงขลา มีสมาชิก 20 กลุ่ม มีเงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นปริมาณเงินหมุนเวียนที่มหาศาล ก้าวแรกของครูซบเริ่มจากการออมของเด็กและครู โดยผลกำไรที่ได้นำไปปันผลและสนับสนุนเด็กๆ ยากจน ณ จุดนี้เองพระสุบินพลันได้คิดถึงจุดผสาน ระหว่างการแก้ปัญหาความยากจน และการสานความสามัคคีของชุมชนเข้าด้วยกัน โดยอาศัยหลักเรื่องการออมทรัพย์ ผนวกกับหลักธรรมทางพุทธศาสนา ซึ่งตนเองได้เรียนรู้มาโดยตลอด นามธรรมในหลักธรรมได้เริ่มก่อร่างเป็นรูปธรรมขึ้นมาในปี 2533 นั่นเอง 10 ปีแห่งการเรียนรู้จากการธุดงค์ภาคใต้ พระสุบินจึงได้หวนกลับไปบ้านเกิด เพื่อนำเอาความคิดเรื่องสะสมทรัพย์ไปทดลอง
"... ตอนทำครั้งแรก อาตมาชี้แจงให้ชาวบ้านเห็นว่า พวกเรากำลังเสียเปรียบ ถ้าเราไม่รวมตัวกัน ในอนาคตจะเสียเปรียบมากขึ้น พวกคนรวยเขายังรวมตัวกันจัดตั้งบริษัท เราคนจน ต่างคนต่างอยู่จะไปสู้อะไรได้ ในอนาคตจะไม่มีที่อยู่ ที่กิน กลายเป็นคนอนาถา ต้องรอประชาสงเคราะห์อย่างเดียว ฉะนั้นกลุ่มออมทรัพย์เป็นที่ที่จำเป็น..."
เมื่อเริ่มเผยแพร่แนวความคิด แม้พระสุบินจะเป็นที่เคารพนับถือของคนในหมู่บ้าน แต่ด้วยความล้มเหลวของกิจการออมทรัพย์ที่ราชการเคยส่งเสริมชาวบ้านมาตลอด ก็ทำให้อดที่จะตั้งคำถามต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมิได้ ชาวบ้านเขาถามว่า เอาอีกแล้ว เงินจากกลุ่มออมทรัพย์กลุ่มเดิมยังไม่ได้คืนเลย เงินใหม่มาอีกแล้ว อาตมาก็ชี้แจงว่า อาตมาไม่ได้บังคับโยม เพียงแค่ชี้ทิศทางความคิด เงินแค่ 10 บาทเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรชาวบ้านก็เชื่อพระ เมื่อเริ่มต้นจึงมีสมาชิกกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ประมาณ 70 คน พอปีที่ 3-4 ก็มีสมาชิก 200-300 คน
พัฒนาการการขยายตัวของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์
พระสุบินได้เริ่มสนับสนุนให้เกิดกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ครั้งแรก 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ที่บ้านเกิดของตนเอง และที่วัดทุ่งเขา ซึ่งเป็นวัดที่จำพรรษา ต่อมามีพระที่เป็นเพื่อนกันไปบอกเข้าคณะภาค เจ้าคณะภาคจึงได้เรียกพระสุบินพร้อมกับเจ้าคณะอำเภอ และจังหวัดไปสอบถาม เนื่องจากเห็นเป็นเรื่องการเงินการทอง พระสุบินได้บอกเล่าถึงแนวคิด และรูปธรรมของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ให้ทราบ เจ้าคณะภาคพร้อมกับเข้าคณะจังหวัด และอำเภอเห็นว่าแนวทางดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างมาก จึงได้สนับสนุนทั้งด้านงบประมาณ และการขยายเครือข่ายกับวัดต่างๆ
การดำเนินงานกลุ่มสะสมทรัพย์กลุ่มต่างๆ ช่วงแรก เป็นไปในลักษณะมีการฝากน้อย แต่กู้มาก แต่พอกองทุนค่อยๆ โตขึ้น ก็ทำให้มีเงินในระบบที่สามารถปันผลและจัดการเรื่องสวัสดิการได้มากขึ้น พระสุบินพยายามโน้มน้าวชาวบ้านให้เห็นถึงความพอดี โดยไม่เร่งรัดแต่การเพิ่มทุน แต่ให้มุ่งเป้ามาที่ความประหยัด หมั่นสะสม เพื่อให้รากฐานของกองทุนแข็งแกร่ง สามารถพึ่งตนเองในระยะยาวได้
การจัดการของระบบสัจจะสะสมทรัพย์
หลักการจัดการของระบบสัจจะสะสมทรัพย์ อาศัยการผสมผสานหลักการจากระบบต่างๆ หลายรูปแบบ อาทิ ธนาคารหมู่บ้าน และยังมีกิจกรรมจัดสวัสดิการแก่สมาชิกคล้ายบริษัทประกันภัย ยิ่งกว่านั้น บางกลุ่มสามารถดำเนินการแบบบริษัทคนกลางจัดซื้อสินค้าที่เป็นที่ต้องการของสมาชิก และคนในหมู่บ้านมาจำหน่าย ซึ่งเป็นรูปแบบของสหกรณ์ แต่ต่างกันตรงที่ว่ามีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับชุมชนมากกว่า หลักเกณฑ์โดยทั่วไปมีดังนี้
ข้อแรก คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มต้องเป็นคนในชุมชนเท่านั้น เพื่อการควบคุมตรวจสอบได้ โดยจะต้องฝากเงินประจำทุกเดือน อย่างน้อยรายละ 10 บาท แต่ไม่เกิน 100 บาท ทั้งนี้เพราะต้องการฝึกให้ชาวบ้านมีวินัย ดังที่พระสุบินได้อธิบายว่า
"อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่านอนคอยโชค ลองดูแมลงผึ้งที่เอาขาไปแต่เกสรทีละน้อยๆ แตะมามากๆ เข้า ก็ได้น้ำผึ้งเป็นขวดเป็นไห ถ้าคุณเริ่มดูถูกเงิน 10 บาทซะแล้ว บ้านคุณจะเจริญไม่ได้ ร้อยก็มาจากหนึ่ง ล้านก็มาจากหนึ่ง นี่คือหลักธรรมชาติ"
กฏเกณฑ์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของชาวบ้านอย่างยิ่ง เพราะชาวบ้านอายที่จะเอาเงิน 10 บาทไปฝากธนาคาร และยังไม่คุ้มกับที่ต้องเสียค่ารถไปฝาก ขณะเดียวกันหากใครคิดจะฝากครั้งเดียว ทีละหลายร้อยหลายพัน นั่นก็เป็นการผิดกติกาเช่นกัน
"มีคนบอกว่าขอฝากปีละ 600 แล้วไม่มาทุกเดือนจะได้ไหม อาตมาบอกว่าไม่ได้ เพราะต้องการให้เดือนหนึ่งโยมมาพบกันครั้งหนึ่ง ใครมีปัญหาสารทุกข์สุขดิบอะไร จะได้รู้ปัญหาของหมู่บ้านว่ามีอะไร ใครเจ็บไข้ได้รู้กัน"
กฏเกณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นตัวกระชับความสัมพันธ์ทางสังคมได้ดี ขณะเดียวกันก็เป็นตัวบ่งชี้พฤติกรรมของผู้คน เพราะผู้ที่บกพร่องในการออมไม่มา หรือฝากช้ากว่าที่กำหนด จะถือว่าไม่มีสัจจะและโดนปรับ
ข้อสอง คนที่เอาเงินมาฝากสามารถทำเรื่องขอกู้ได้ทันที โดยมีหนังสือสัญญา มีคนค้ำประกัน และอยู่ในการดูแลของกรรมการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ที่ทำหน้าที่ที่ปล่อยกู้โดยใช้สัจจะ ความเชื่อถือกันเอง หลักการตรงจุดนี้เกิดจากการสรุปบทเรียนความผิดพลาดของกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์ที่มีอยู่ ดังที่พระสุบินได้วิเคราะห์ว่า
"การออมทรัพย์แบบทางการไม่เหมาะสม เพราะตามระเบียบต้องเอาเงินไปฝากธนาคารก่อน จนกว่าจะได้เงินหลายหมื่นตามเงื่อนไขของเขา ถึงจะมีสิทธิถอนเงินครึ่งหนึ่งมาปล่อยกู้ แต่ชาวบ้านเดือดร้อนรอไม่ได้ สัจจะสะสมทรัพย์จึงตั้งระเบียบสามารถกู้ได้ทันที"
ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ระบบสัจจะสะสมทรัพย์ตอบสนองความจำเป็นของชาวบ้าน ได้ดีกว่าสถาบันการเงินทั่วไป
ข้อสาม คณะกรรมการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่ชาวบ้านเลือกตั้งกันมานั้น ให้มีวาระเพียงปีเดียว ห้ามผูกขาด แต่ถ้ากรรมการประพฤติตนดี ก็สามารถถูกเลือกเข้ามาใหม่ได้ ซึ่งหลักการข้อนี้เป็นการให้กลไกทางสังคมในชุมชนเองเป็นตัวตรวจสอบ สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ที่อำนาจการบริหารตัดสินใจ ต้องเป็นของชุมชน มิใช่แค่เพื่อชุมชนเพียงประการเดียว
การเปลี่ยนบทบาทของเงิน จากสินค้าสู่เครื่องมือแก้ปัญหา
เป็นที่น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อย เมื่อ "เงิน" ได้พลิกบทบาทจาก "คำตอบ" (End) มาเป็น "เครื่องมือการสร้างคน" (Tool) ได้อย่างน่าชื่นชม อย่างน้อยอาจจัดแบ่งผลกระทบที่เห็นได้ชัดใน 3 ระดับกล่าวคือ
ระดับครัวเรือน
สมาชิกเริ่มต้นโดยส่วนใหญ่เป็นแม่บ้าน ซึ่งมักจะผลักดันให้คนในครอบครัว ทั้งปู่
ตา พ่อ ลูก หลาน มาสมัครเป็นสมาชิกในโอกาสต่อมา (ครอบครัวหนึ่งๆ สามารถมีได้หลายบัญชี)
ระดับชุมชน
เมื่อเงินทุนในระบบเพิ่มมากขึ้นตามความสามารถในการออม และตามความสามารถในการคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยของสมาชิก
จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ใน 2 รูปแบบ ได้แก่
1) เงินปันผล ซึ่งจะขึ้นอยู่กับจำนวนเรือนหุ้นของสมาชิก
เงินจำนวนนี้หากเปรียบเทียบกับจำนวนเงินจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ของธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปแล้ว
ไม่แตกต่างกันแต่อย่างไร นอกจากนี้สมาชิกยังจะได้รับผลประโยชน์ที่จะไม่เคยได้รับจากธนาคารพาณิชย์แห่งใดในแผ่นดินนี้
นั่นคือ...
2) สวัสดิการ ทั้งที่เป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าช่วยเหลือการทำศพ
ทุนการศึกษาพัฒนาหมู่บ้าน เป็นต้น
ระดับระหว่างชุมชน
เมื่อมีจำนวนเงินออมมากกว่ายอดเงินกู้ ย่อมมีเงินคงเหลืออยู่ในระบบ ซึ่งถ้าหากมิได้มีการจัดการเงินที่เหลือนี้
ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ชุมชนบางชุมชน จึงมีการติดต่อเชื่อมโยงเพื่อถ่ายโอนจำนวนเงินที่เหลือนี้ให้แก่กัน
ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ทั้งชุมชนที่ให้กู้และชุมชนที่กู้
ระบบตรวจสอบที่โปร่งใสและมีส่วนร่วม
ระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อสาธารณะ ย่อมต้องสามารถตรวจสอบและเข้าถึงได้ง่าย แม้แต่สมาชิกที่ไม่สามารถเขียนหนังสือได้ ระบบก็ต้องสร้างให้เอื้อแก่คนเหล่านั้นด้วย
|
สมาชิก |
ระบบตรวจสอบ |
ต้องนำมาทุกครั้งในการฝาก-กู้
|
สมุดบันทึกเหล่านี้ จะเก็บรักษาโดย |
รายการทุกรายการทั้งฝากและการกู้ของสมาชิก ล้วนสามารถติดตามและตรวจสอบ ได้ตลอดเวลา ในกรณีที่มีสมุดเล่มใดหายไป ไม่ว่าจะเป็นของสมาชิกหรือของกรรมการ ข้อมูลที่หายไปนั้นจะสามารถรวบรวมได้จากเล่มอื่น และในการประชุมประจำปีของทุกปี กรรมการจะรายงานผลการดำเนินงาน พร้อมกับจัดสรรผลประโยชน์ หรือกำไรที่ได้จากการประกอบการ เป็นเงินปันผลและสวัสดิการกลุ่ม (ชุมชน) พร้อมกับมีการทบทวนกฏระเบียบทุกปี ที่สำคัญที่สุดก็คือ กิจกรรมทั้งการฝากและกู้นี้ ล้วนเกิดขึ้นต่อหน้าสมาชิกในที่สาธารณะ นั่นหมายถึง เงินสดจากค่าหุ้นฝากเงิน และเงินงวดชำระคืนจากเงินกู้ของสมาชิกในเดือนนั้น จะนำมาให้กู้ต่อสมาชิกที่ขอกู้เงินทั้งหมด โดยมีการตรวจนับเงินสดต่อหน้าสมาชิกทุกคน
กรณีของการเกิดขึ้นของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ในจังหวัดตราด ที่ได้รับการส่งเสริมและเผยแพร่ ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางโดย พระสุบิน ปณีโต แห่งวัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดตราด เป็นกรณีตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และหลักธรรมมะในพระพุทธศาสนา เพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตของชุมชนอย่างเป็นองค์รวม โดยเริ่มต้นจากการจัดการทุนร่วมกันของชุมชน ที่เป็นกลไกร้อยรัดผู้คนให้เข้ามาร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมอื่นๆ อันนำไปสู่ความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของชุมชนโดยรวม ในขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางสำคัญที่จะเป็นพื้นที่ให้หน่วยงานจากภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถทำงานในเชิงของการหนุนเสริมได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
การดำเนินกิจกรรมกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์พบว่ามีบทเรียนที่น่าศึกษา 6 ประการ คือ
1) การประสานวิธีคิด 3 ปรัชญา คือศาสนา ชุมชน และครอบครัวเข้าด้วยกัน
2) การเจาะกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญในชุมชน คือ
- วัด
- กลุ่มทำบุญ ซึ่งอนุมานได้ว่าเป็นคนดีในชุมชน
- การขยายเครือข่ายของพระ
3) การเรียนรู้จากการลงมือทำทันที กล่าวคือ ตั้งกลุ่ม แล้วให้กู้และออมในวันแรกเลย
4) การผูกเชื่อมโยง บุญ ใจ และเงินออมเข้าด้วยกันกับสัจจะ และกฏเกณฑ์ประชาธิปไตยของกลุ่ม
5) การปรับสร้าง "วิธีคิดใหม่" ด้วยการให้สวัสดิการแก่ปัจเจก เพื่อให้เกิดกลุ่มที่แข็งแรง ฝึกฝนความเสียสละ และควบคุมพฤติกรรมสมาชิกร่วมกัน
6) ระบบ 5 ปี 4 รุ่น ปิดรับสมาชิก
1. การประสานวิธีคิด 3 ปรัชญาคือ ศาสนา ชุมชน และครอบครัวเข้าด้วยกัน
ในการพบปะกับชุมชน พระสุบินพยายามเน้นให้ชุมชนมองเห็นความสำคัญ ของการพึ่งพาตนเอง และการมีสัจจะ โดยได้หยิบยกเรื่องของฝูงวัวที่ช่วยกันป้องกันตนเอง ให้พ้นจากการคุกคามของเสือได้ โดยการรวมกลุ่มกันและเริ่มทำด้วยตนเอง ไม่มัวกลัวหรือรอให้มีปัจจัยภายนอกเข้าช่วย ส่วนการปรับเงินจากสมาชิกที่ไม่ตรงต่อเวลา บัญชีละ 10 บาท หรือ 20 บาท ก็เป็นกระบวนการที่ฝึกฝนให้คนมีสัจจะ รู้จักรับผิดชอบต่อตัวเอง ซึ่งจะยังผลให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมในที่สุด ขณะเดียวกันก็ได้เน้นให้เห็นถึงคุณค่าของความช่วยเหลือเอื้ออาทร ร่วมคิดร่วมทำ ของคนในชุมชน อันนำไปสู่ความสมัครสมานสามัคคี เพื่อสร้างสรรค์ความน่าอยู่ของชุมชน ให้มีมากขึ้น รวมทั้งยังได้ปลูกฝังให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวมีมากขึ้น ด้วยการแสดงให้เห็นว่าทุกคนในครอบครัวล้วนมีศักยภาพ มีความสามารถที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ ลูกๆ สามารถช่วยพ่อแม่ได้ คนเฒ่าคนแก่ก็สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้ เพราะทุกคนในครอบครัว มีสิทธิที่จะเป็นสมาชิกกลุ่มได้ ออมได้ เงินที่ออมนี้จะเป็นฐานให้ครอบครัว ได้กู้ยืมมาใช้ยามขาดแคลน เหมือนกับพ่อแม่กู้เงินจากลูกเอง ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้น จากการได้ปฏิบัติจริงในการทำกิจกรรมของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ร่วมกัน
2. การเจาะกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญในชุมชน
การเจาะกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญหลักๆ ภายในชุมชน ช่วยให้การทำงานในระยะต่อไป ทำได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เพราะกลุ่มเหล่านี้มีศักยภาพในการที่จะขยายงานของตนต่อไปได้ หากเขาได้มีความรู้ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญในกิจกรรม และได้ลงมือทำด้วยตนเอง กลุ่มเป้าหมายที่พระสุบินใช้เป็นเหมือนคานงัด ให้กิจกรรมสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว นี้ได้แก่
- วัด
พระสุบิน ดำเนินการเผยแพร่ความคิดในการจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์
ให้แก่ชุมชนต่างๆ โดยได้เข้าไปตามวัดของชุมชนเหล่านั้นในวันพระ หรือวันที่ชาวบ้านในชุมชนนั้นมาทำบุญร่วมกันที่วัดเป็นจำนวนมาก
แล้วขออนุญาตเจ้าอาวาส เพื่อบรรยายให้ชาวบ้านฟังในระหว่างที่พระรูปอื่นๆ กำลังฉันภัตตาหาร
ในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ซึ่งได้มีการสอดแทรกหลักธรรมต่างๆ
ในพระพุทธศาสนาเข้าไปด้วย การใช้วัดเป็นฐานของการดำเนินกิจกรรมเช่นนี้ ได้ฟื้นฟูหรือเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนให้มีความแน่นแฟ้นขึ้นมาเป็นอย่างมาก
เพราะทำให้วัดได้มีโอกาสเกื้อกูลตอบแทนแก่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
นอกเหนือจากเดิมที่เคยให้หลักธรรมต่างๆ ในการดำเนินชีวิต นอกจากนี้พระบางรูปยังได้ช่วยเป็นพี่เลี้ยงแก่กลุ่มในหลายด้าน
เช่น การทำบัญชี การเขียนใบสัญญา ขณะเดียวกัน ด้วยความที่วัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ประกอบกับบนศาลาวัดที่ชาวบ้านทำกิจกรรมร่วมกันนั้น จะมีพระประทานและพระภิกษูประจำอยู่เสมอ
คนในชุมชน จึงให้ความเคารพยำเกรงต่อสถานที่ มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการการทำงานของกลุ่ม
ว่าจะไม่มีการทุจริต ในขณะเดียวกันกรรมการกลุ่มที่ปฏิบัติหน้าที่ ก็จะไม่กล้ากระทำการทุจริตขึ้น
นอกจากนี้ การที่วัดเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชน ซึ่งเปิดกว้างให้ผู้คนสามารถเข้าออกได้ตลอดเวลา
ทำให้กิจกรรมกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ที่กระทำขึ้นในวัด เป็นกิจกรรมที่เปิดกว้างต่อการตรวจสอบด้วย
สมาชิกจะสามารถมองเห็นกระบวนการทำงานของกรรมการได้ตลอดเวลา
- กลุ่มทำบุญ ซึ่งเป็น "คนดี" ในชุมชน
กลุ่มคนที่มาทำบุญที่วัด จะเป็นกลุ่มที่ได้รับข้อมูลที่ถ่ายทอดจากพระสุบินเป็นกลุ่มแรก
ในชุมชน คนกลุ่มนี้เป็นที่เคารพยกย่องในชุมชนว่ามีศีลธรรม เพราะเข้าวัดทำบุญอยู่เสมอ
เมื่อคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เริ่มทำกิจกรรมกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เป็นกลุ่มแรก
จึงได้รับความเชื่อถือจากสมาชิกอื่นๆ ในชุมชน และเมื่อสมาชิกชุดที่เริ่มก่อตั้งนี้
ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในการดำเนินกิจกรรมให้เพื่อนบ้านมองเห็น ถึงคุณประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม
ก็จะทำให้คนในชุมชนมีโอกาสเข้าร่วม ได้มากขึ้น กลุ่ม"คนดี" ในชุมชนที่เป็นผู้เริ่มก่อตั้งกลุ่ม
นั้นจะมีส่วนหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกจากสมาชิก ให้เป็นกรรมการของกลุ่ม ซึ่งจะพบว่าในปีต่อๆ
มาเมื่อหมดวาระลง กรรมการส่วนใหญ่ก็จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาให้เป็นกรรมการต่ออีกเสมอ
อันเป็นกระบวนการที่ตอกย้ำ ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นไว้วางใจของคนในชุมชน ที่มีต่อกรรมการเหล่านั้น
ให้ทำหน้าที่ผู้นำของตนหรือทำหน้าที่แทนตนเอง เป็นผู้นำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
อันเกิดจากกระบวนการกลุ่มเป็นกลไกในการคัดเลือก "เวลาตั้งกรรมการขึ้นมาแล้ว
เขาจะต้องพยายามเลือกคนดีที่สุด มือสะอาดใจซื่อบริสุทธิ์ เข้ามบริหารการเงิน"
ในขณะเดียวกัน ด้วยเนื้องานที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ก็ได้ทำให้การคัดเลือกกรรมการเพิ่มมากขึ้นทุกปี
กรรมที่เพิ่มขึ้นมานี้ ต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกส่วนใหญ่เสียก่อน ทำให้มีผู้นำตามธรรมชาติในชุมชน
เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
- การขยายเครือข่ายของพระ
การเกิดขึ้นของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จำนวนมาก ทำให้พระสุบินต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมด
เพื่อตระเวณออกไปเยี่ยมเยียนให้คำแนะนำต่อกลุ่มเหล่านี้อยู่ตลอดปี ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มใหม่ๆ
เกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด "เป็นพี่เลี้ยงให้ทุกกลุ่ม...
ปีหนึ่งไปร้อยกว่าแห่ง กลุ่มตั้งใหม่จะต้องไปเป็นพี่เลี้ยงสามสี่ครั้ง ในช่วงแรกๆ"
นับเป็นภารกิจที่ค่อนข้างหนักสำหรับคนคนเดียว พระสุบินจึงได้พยายามถ่ายทอดความคิดในการจัดตั้งกลุ่มนี้
ไปสู่พระรูปอื่นๆ ทั้งภายในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้ทำหน้าที่เผยแพร่กิจกรรมนี้สู่ชุมชนให้ได้มากขึ้น
การขยายเครือข่ายของพระเช่นนี้ ทำให้มีพระภิกษุหลายรูปเข้ามารับหน้าที่นี้ในหลายจังหวัด
เช่น จันทบุรี เชียงราย ระยอง ฯลฯ ในขณะเดียวกันพระที่ประจำอยู่ตามวัดต่างๆ
ที่พระสุบินออกไปเผยแพร่ ก็ให้ความสนใจและร่วมกิจกรรมในฐานะเป็นพี่เลี้ยง
ให้แก่กลุ่มได้เป็นอย่างดี และเป็นหลักให้แก่การดำเนินกิจกรรมของแต่ละกลุ่มได้
3. การเรียนรู้จากการลงมือทำทันที
วันแรกที่เริ่มก่อตั้งกลุ่มแต่ละกลุ่มนั้น หลังจากที่พระสุบินได้บรรยาย เชิญชวนให้ชาวบ้านเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แล้ว พระสุบินจะแนะนำให้ชาวบ้านเริ่มต้นด้วยการออกเงินอย่างต่ำเดือนละ 10 บาท เพื่อให้ชาวบ้านยอมทดลองออมร่วมกัน โดยมีกรรมการส่วนหนึ่ง ทำหน้าที่รับเงินออมของสมาชิก พร้อมๆ กันนั้นก็มีกรรมการอีกส่วนหนึ่ง ทำหน้าที่รับลงชื่อเพื่อกู้เงิน เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการออมแล้ว ก็จะสามารถเปิดให้กู้ได้ทันที ทำให้ชาวบ้านสามารถมองเห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรม เพราะในการทำกิจกรรมกลุ่มออมทรัพย์ในอดีต สมาชิกไม่สามารถกู้ได้ทันที ต้องนำเงินที่ออมนั้นไปฝากธนาคารเสียก่อน ทำให้เกิดปัญหาของความไม่เชื่อมั่นต่อกรรมการเกิดขึ้นได้ การให้สมาชิกได้มีการลงมือทำจริง คือออมและกู้ได้ในทันทีที่เริ่มก่อตั้งกลุ่มเช่นนี้ ทำให้ชาวบ้านมองเห็นประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องรอเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งจะเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับประโยชน์จากการออมนั้น ในขณะเดียวกันกรรมการที่ทำงานก็รู้สึกสบายใจ เพราะไม่ต้องเก็บเงินไว้กับตัวเอง อันจะนำไปสู่ข้อครหาต่างๆ นานาได้ นอกจากนี้การดำเนินกิจกรรมของกลุ่มให้เสร็จได้ภายในวันเดียว ก็ทำให้เกิดความประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลงไปได้มาก กรรมการทำงานเพียงเดือนละ 1 วัน ไม่ต้องรับภาระมากนัก นอกจากนี้ยังทำให้ง่ายต่อการจดจำของสมาชิกด้วย ไม่ทำให้สมาชิกหลงวัน หรือมาผิดวัน
4. การผูกเชื่อมโยงบุญ ใจ และเงินออมเข้าด้วยกันกับสัจจะ และประชาธิปไตยของกลุ่ม
พระสุบินชี้ให้สมาชิกของกลุ่มเห็นว่า การที่คนในชุมชนได้นำเงินมารวมกัน
และให้คนที่กำลังเดือดร้อนกู้เอาไปใช้ก่อน เป็นการช่วยให้คนเหล่านั้นได้มีโอกาส
ในการลืมตาอ้าปากขึ้นมาอีกครั้ง นับเป็นการทำบุญหรือการสงเคราะห์ที่สำคัญอย่างหนึ่ง
ในการปล่อยให้กู้นี้จะให้กู้แก่สมาชิกที่กำลังได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด
ด้วยการจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนไว้ 3 กรณี ที่จะต้องได้รับเงินกู้ก่อน ได้แก่
ลำดับแรกคือ คนป่วย ลำดับที่สองคือ คนที่ต้องรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราที่สูงมากๆ
และลำดับที่สามคือ การกู้เรื่องการศึกษา เงินที่เหลือจากนี้จะให้กู้แก่สมาชิกทั่วไป
เป็นการฝึกให้สมาชิกมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนร่วมชุมชน เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
ในขณะเดียวกัน การกำหนดวันและช่วงเวลาที่กลุ่มจะดำเนินกิจกรรมไว้อย่างชัดเจน
เหมือนๆ กันทุกเดือน ก็เป็นการฝึกฝนให้สมาชิกมีความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อกลุ่ม
เพราะสมาชิกจะต้องนำเงินออม หรือเงินกู้มาส่งให้กลุ่มตามวันและเวลาที่กำหนดเอาไว้
มิฉะนั้นจะถูกปรับตามอัตราที่แต่ละกลุ่มได้กำหนดเอาไว้ การกำหนดให้สมาชิกมาพบปะกันทุกเดือน
ยังมีส่วนในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นใสชุมชน เพราะได้มีการแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุขดิบซึ่งกันและกัน
ร่วมกันมองสภาพปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งอาจนำไปสู่การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆ
ร่วมกันได้
กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์แต่ละกลุ่ม จะมีการกำหนดกฏเกณฑ์ของกลุ่มร่วมกัน
เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน โดยจะมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์เหล่านี้
ร่วมกันอยู่เสมอทุกปี เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สมาชิกเองนั้นก็ได้เรียนรู้ถึงศักยภาพของตนเอง
ในอันที่จะร่วมกันสร้างกฏเกณฑ์ของชุมชน อันเป็นการกำหนดอนาคตของตนเองด้วย
5. การปรับสร้าง "วิธีคิดใหม่" ด้วยให้สวัสดิการแก่ปัจเจก เพื่อให้เกิดเป็นกลุ่มที่แข็งแรง ฝึกฝนความเสียสละ และควบคุมพฤติกรรมสมาชิกร่วมกัน
เมื่อครบรอบปีของการออม กลุ่มจะแบ่งเงินกำไรที่ได้จากดอกเบี้ยเงินกู้
ออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ส่วนหนึ่งปันผลคืนแก่สมาชิก อีกส่วนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นเงินกองทุนสวัสดิการแก่สมาชิก
โดยพระสุบินได้ชี้ให้ชาวบ้านเห็นถึงความสำคัญของการมีสวัสดิการ และยกตัวอย่างสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและลูกจ้างในสถานประกอบการได้รับ
"ถ้าคนทำงานราชการเขาป่วย เขายังมีราชการคุ้มครอง เบิกค่ารักษาพยาบาลได้
คนทำงานอุตสาหกรรมเขาก็มีกฏหมายประกันสังคม" ในเบื้องต้นนั้น ได้ใช้ไปในเรื่องของการรักษาพยาบาลเป็นส่วนใหญ่
แต่ก็มีบางกลุ่มที่มีเงินสวัสดิการมากพอ ได้เริ่มนำเงินสวัสดิการนี้ไปใช้ในการพัฒนาชุมชนของตนให้น่าอยู่มากขึ้น
เช่น กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์บ้านอ่าวขาม ต.อ่าวใหญ่ อ.เมือง ที่ได้มีมติให้นำเงินสวัสดิการไปใช้ในการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ
ให้เป็นสนามกีฬาของเยาวชน โดยไม่ต้องรอเงินงบประมาณขององค์การบริหารส่วนตำบล
(อบต.) แต่อย่างใด หรือกลุ่มวัดเนินทราย ที่ได้นำเงินบางส่วนไปซื้อเก้าอี้ถวายวัด
และใช้เป็นอุปกรณ์ในการทำงานของกลุ่มทุกๆ เดือนด้วย
การจัดระบบสวัสดิการขึ้นนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์
สามารถดำรงอยู่ได้ เพราะกองทุนสวัสดิการนี้จะเป็นแรงจูงใจให้สมาชิกไม่ลากออกจากกลุ่ม
เพราะถ้าลาออกก็จะไม่ได้รับการแบ่งเงินสวัสดิการให้ เพราะเป็นเงินกองกลางของกลุ่ม
โดยพบว่าสมาชิกกลับมีความผูกพันต่อกลุ่มมากขึ้น เพราะต้องพึ่งพาต่อกลุ่ม ในขณะเดียวกันก็พยายามช่วยกัน
ทำให้เงินกองทุนก้อนนี้โตมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้กองทุนนี้สามารถดูแลสมาชิกให้ได้มากที่สุด
กลุ่มจึงมีความเข้มแข็งมากขึ้นตลอดเวลา
ในบางกลุ่มได้พยายามเร่งสร้างให้เงินกองทุนสวัสดิการนี้ เติบโตรวดเร็วมากขึ้น
โดยการนำเงินกองทุนสวัสดิการนี้ไปปล่อยให้สมาชิกู้ ในอัตราดอกเบี้ยที่เท่ากัน
กับดอกเบี้ยเงินกู้ก้อนที่ได้จากการออม แต่เมื่อมีดอกเบี้ยกลับมา ก็จะนำเข้าสมทบทุนสวัสดิการทั้งหมด
ไม่ได้นำไปปันผลให้กลับคืนแก่สมาชิก ทำให้เงินกองทุนสวัสดิการเติบโตได้เร็วขึ้น
ในขณะเดียวกัน กองทุนสวัสดิการนี้เป็นกลไกที่สำคัญ ในการให้คนส่วนใหญ่ของชุมชน
ได้ควบคุมพฤติกรรมของคนในชุมชนด้วย เช่น "สมาชิกบางกลุ่มได้สิทธิค่ารักษาพยาบาล
นอนโรงพยาบาลได้คืนละ 500 บาท ถ้าใครสูบบุหรี่เขาจะปรับคืนละ 100 บาท ถ้าคุณสูบครั้งที่
2 ก็จะปรับเพิ่มมากขึ้นอีก ถ้าคุณเล่นการพนันก็จะลงโทษอย่างนี้..."
หรือบางกลุ่ม "...จะตกลงในที่ประชุมเลยว่า ถ้าใครซื้อสิทธิขายเสียงไป
500 บาท เราจะหยุดจ่ายค่ารักษาพยาบาล มูลค่า 500 บาทเลย เพราะคุณได้ตรงนั้นแล้ว
กลุ่มไม่จำเป็นต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลคุณ คนในหมู่บ้านเขาจะรู้กันว่าใครขายเสียง"
6. ระบบ 5 ปี 4 รุ่น ปิดรับสมาชิก
หลักการที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเปิดรับสมาชิกเพียง 4 รุ่น แล้วหยุดรับไประยะหนึ่ง อาจเป็น 3 ปี หรือ 4 ปี แล้วแต่กลุ่มจะกำหนด แล้วจึงค่อยเปิดรับสมาชิกใหม่อีกครั้ง การดำเนินการเช่นนี้ ช่วยให้คนในชุมชน ที่มองเห็นคุณค่าของกลุ่ม รีบสมัครเป็นสมาชิกก่อนที่จะปิดรับไปเสียก่อน ในขณะเดียวกัน รายละเอียดของหลักเกณฑ์ภายในกลุ่มก็กำหนดให้สมาชิกรุ่นแรก หรือสมาชิกที่สมัครในปีแรก มีสิทธิรับเงินค่ารักษาพยาบาลเต็มอัตราที่กลุ่มกำหนดให้ รุ่นที่ 2, 3, และ 4 ก็จะได้รับลดหลั่นกันไปรุ่นละครึ่งหนึ่งของรุ่นก่อนหน้านั้น ทำให้สมาชิกในรุ่นหลังๆ ได้รับเงินสวัสดิการน้อยมาก การหยุดรับสมัครจะทำให้เงินกองทุนสวัสดิการนี้ขยายตัวเติบโตขึ้น จนพอเพียงกับการช่วยเหลือสมาชิก ในขณะเดียวกัน สมาชิกรุ่นหลังๆ ก็จะได้รับการเลื่อนขั้นให้ไปอยู่ในรุ่นที่สูงขึ้นด้วย เช่น รุ่น 2 ก็จะได้รับการปรับให้ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับรุ่น 1
การดำเนินการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ จึงมีแก่นแท้คือ การสร้างคุณธรรม และสวัสดิการกลุ่ม ให้แก่กลุ่มคนทั้งในชนบทและในเมือง ด้วยการใช้
1) คุณค่าทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ สัจจะ เสียสละ ความเอื้ออาทรช่วยเหลือกัน การใช้คนดีบริหารควบคุมคนไม่ดี
2) ระบบบริหารการเงิน ที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
ด้วยการจัดแบ่งเป็นระบบต่างๆ คือ
- เงินกองทุนสวัสดิการครบวงจรชีวิต
- เงินกู้
- ศูนย์กลางการระดมเงินออม
- ตลาดนัด (ทุน-สินค้า)
3) การพึ่งตนเองของชุมชนใน 3 ด้านคือ
- ด้านคุณธรรมและวินัย
- ด้านสวัสดิการชุมชนครบวงจร
- ด้านการเป็นศูนย์กลางการเงินของชุมชน
4) การเปิดโอกาสให้คนทั้งชุมชน ไม่เว้นแม้แต่คนแก่ หรือเด็ก ได้มีส่วนร่วมในผลประโยชน์ของกลุ่ม
5) การยึดโยงชุมชนด้วยวัฒนธรรมชุมชน และกองทุนสวัสดิการ
6) การพึ่งพาซึ่งกันและกันของคนในชุมชน
กระบวนการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมผ่าน การออมเงิน-บริหารเงินชุมชน
กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่ได้รับการส่งเสริมโดยพระสุบินนี้ มีหลักการที่สำคัญคือ
1) การเริ่มออมและกู้ โดยการทดลองทำและเรียนรู้ทันที ในวันเดียวกันกับวันที่เริ่มต้นก่อตั้งกลุ่มของสมาชิก พร้อมๆ กันทุกคน เป็นการให้ความรู้และโอกาสในการฝึกฝนอย่างครบถ้วน ทั้งกระบวนการในวันแรกของการดำเนินกิจกรรม อันเป็นโอกาสแรกเริ่มที่สมาชิกกำลังให้ความสนใจสูงสุดต่อกิจกรรมของกลุ่ม
2) การจัดการการเงินระดับชุมชนหรือกลุ่มย่อยๆ ที่เกิดขึ้นในทุกรอบเดือน
มีความสำคัญเป็น
- การเปิดเวทีประชาธิปไตยขึ้น อันนำไปสู่การร่วมกันสร้างศีลธรรมใหม่
หรือกฏของชุมชนในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเป็นกระบวนการกำหนดตนเอง ที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง
- การสร้างกระบวนการเรียนรู้ เรื่องการเงินและเศรษฐกิจชุมชนให้แก่สมาชิก
- การสร้างความเข้มแข็งของกลุ่ม และบทบาทของสตรีให้มีมากขึ้นเรื่อยๆ
3) การร่วมบริหารกองทุนสวัสดิการของชุมชน และปรับพฤติกรรมไปสู่ "กฏประชาธิปไตยของชุมชน" โดยกองทุนนี้
มีความสำคัญ 3 ประการคือ
- เป็นการสร้างจิตสำนึกความเสียสละให้แก่คนในชุมชน
- เป็นหลักประกันของชีวิต ครอบครัว และชุมชน
- ช่วยควบคุมพฤติกรรมของคนในชุมชน
4) การริเริ่มกลุ่มเกิดขึ้นจากในวัด ซึ่งสามารถดึงคนดีในชุมชนให้เข้ามาร่วมกันทำงานเพื่อชุมชน อันเป็นการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างวัด และคนดีเข้ากับคนส่วนใหญ่ในชุมชน นำไปสู่กิจกรรมการสร้างสรรค์ชุมชนด้านอื่นๆ ต่อไป
5) การติดตามพฤติกรรม โดยใช้ "ตัวชี้วัด" ของสมาชิกกลุ่มในเชิงศีลธรรม และการฝึกธรรมะ ผ่านกิจกรรมการออม
6) การขยายเครือข่ายผ่านพระ ในช่วงเข้าพรรษา โดยมีกิจกรรมงานบุญเป็นโอกาส ในการสื่อที่สำคัญ
สรุปขั้นตอนการจัดตั้งและพัฒนากลุ่ม
ขั้นที่1 การเปิดเวทีชาวบ้านขึ้นในเวทีทำบุญในวัด เพื่อจัดตั้งกลุ่มคนดี "กลุ่มเล็ก" ที่ร่วมวิถีชีวิตในชุมชนเดียวกัน โดยให้มีการออมและให้กู้ทันที พร้อมๆ ไปกับการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ
ขั้นที่2 การขยายสมาชิก การปรับกฏเกณฑ์ การบริหารการเงินของกลุ่ม อันเป็นการพัฒนาตนเองของกลุ่ม รุ่น 1- 2- 3 -4 (4ปี ปิดรับ)
ขั้นที่3 การขยายเครือข่ายสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มออมทรัพย์ใกล้เคียงในรูปของ ชมรมระดับตำบล หรือระดับจังหวัด
การเกิดขึ้นของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์นี้ เป็นตัวอย่างของการใช้ระบบการจัดการการเงิน เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนและความเข้มแข็งของชุมชน โดยส่งผลใน 3 ระดับคือ
ในระดับครัวเรือน
สามารถช่วยปรับลดความเห็นแก่ตัว และการมุ่งบริโภคของปัจเจก ไปสู่การอดออมอย่างมีสัจจะ
การบริหารทุนสวัสดิการของครอบครัว การสร้างความผูกพันของ ครอบครัวและเครือญาติ
ในระดับชุมชน
ได้ก่อให้เกิดการพึ่งพากันเองสูงมาก โดยการเกิดขึ้นของกองทุนสวัสดิการชุมชน
ที่เป็นกลไกในการจัดสรรกำไรของสาธารณะ (กลุ่ม) กลับคืนสู่สมาชิก ในรูปของ
- ค่ารักษาพยาบาล
- ค่าช่วยเหลือทำศพ
- ทุนการศึกษาเด็ก
- การพัฒนาหมู่บ้าน
- การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
กระบวนการที่เกิดขึ้นได้ช่วยยึดโยงสมาชิกเข้าหากันอย่างแน่นแฟ้น
เกิดการตรวจสอบ และปรับพฤติกรรมกันเองในหมู่สมาชิก และเป็นการสร้างระบบพึ่งพา
และช่วยเหลือเอื้ออาทร ผ่านการบริหารกองทุน และกติกาประชาธิปไตยที่สมาชิกมีส่วนร่วมกันในเวทีสาธารณะ
ในระดับชุมชนกับความสัมพันธ์กับภายนอก
ในอนาคตควรเกิดเป็นเครือข่าย กลุ่มออมทรัพย์หรือชมรมกลุ่มออมทรัพย์ โดยมีกองทุนร่วมระดับกลุ่มออมทรัพย์
เพื่อเป็น
- เครือข่ายการเรียนรู้ หรือเป็น "มหาวิทยาลัยชาวบ้าน"
- การบริหารทุนของเครือข่าย
- การร่วมทุนของเครือข่าย
- การร่วมลงทุน หรือลงทุนธุรกิจชุมชน
- การต่อรอง หรือปกป้องการถูกเอาเปรียบจากภายนอก
- เครือข่ายประชาสังคมในอนาคต
ระบบบัญชีของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์
การจัดระบบบัญชีของกลุ่มเป็นการจัดทำขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจของชาวบ้าน แต่ก็สามารถควบคุมให้เกิดความรัดกุมและโปร่งใส ง่ายต่อการตรวจสอบและการดำเนินการ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
สมาชิก จะมีสมุดบัญชี 2 เล่ม
คือสมุดคู่ฝากและกู้ และในบางกลุ่มอาจมีสมุดเงินกู้ ที่กู้จากเงินกองทุนสวัสดิการอีกเล่มหนึ่งด้วย
โดยภายในจะระบุรายละเอียดของ
- จำนวนหุ้น
- จำนวนเงินที่ต้องฝากในแต่ละเดือน
- จำนวนเงินกู้
- จำนวนเงินที่ต้องส่งคืนพร้อมกับค่าบำรุง หรือดอกเบี้ยในแต่ละเดือน
กรรมการ จะมีสมุดคุมอยู่ 4 เล่มคือ
- สมุดรับฝากเงินรายเดือน
- สมุดเงินกู้รายเดือน
- สมุดเงินกู้รายเดือนจากกองทุนสวัสดิการ
- สมุดแยกประเภทเพื่อคุมเงินฝาก คุมเงินหมุนเวียน และรายรับรายจ่าย
ประชุมใหญ่ประจำปี เมื่อครบรอบปีของการดำเนินงาน จะมีการประชุมใหญ่ประจำปี ซึ่งกรรมการจะรายงานการดำเนินงานว่ามีผลกำไรหรือขาดทุน ยอดเงินฝากและหุ้น และยอดเงินสวัสดิการ หลังจากนั้นก็จะมีการปรับปรุงกฏระเบียบร่วมกัน อันรวมถึงกฏระเบียบการเงินด้วย เช่น อัตราเงินปันผล อัตราเงินค่าสวัสดิการ ฯลฯ
เป้าหมาย แนวทาง และผลแห่งความสำเร็จ
เมื่อย้อนไปดูพัฒนาการการก่อตัวทางความคิดของพระสุบิน ปณีโต จนมาถึงรูปธรรม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นดังปัจจุบัน สามารถสรุปเป้าหมาย แนวทาง และผลแห่งความสำเร็จได้ดังนี้
เป้าหมาย พระสุบินได้ตั้งเป้าหมายของสัจจะสะสมทรัพย์ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งนักวางแผนนโยบายทางเศรษฐกิจสมควรดูเป็นเยี่ยงอย่างได้แก่
1. การแก้ปัญหาความยากจน หนี้สิน ที่จะลุกลามไปสู่ปัญหาสังคมด้านอื่นๆ ซึ่งพระสุบิน เล็งเห็นแล้วว่าการพัฒนาแบบพึ่งพารัฐ ไม่มีทางเป็นไปได้ ชาวบ้านต้องมีเงินออมของตน มีความประหยัด ซื่อสัตย์ จึงจะบรรลุเป้าหมาย
2. ให้ชุมชนรู้จักการพึ่งตนเองในทุกๆ ด้านเป็นที่ตั้ง ทั้งด้านทุน การจัดการ ดังเห็นได้จากคำเทศน์ ที่ตอกย้ำชุมชนอยู่เสมอ "อัตตาหิ อัตโนนาโถ"
3. การแก้ปัญหาความแตกร้าว การทะเลาะเบาะแว้งของคนในชุมชน ให้หวนกลับมาสู่ความสามัคคี สมานฉันท์ ให้จิตวิญญาณความเป็นชุมชนหวนกลับมา ปณิธานดังกล่าวเกิดขึ้น ตั้งแต่พระสุบินธุดงค์ไปที่ภาคใต้
4. การสร้างพลังต่อรองให้แก่ชุมชน ให้หลุดรอดพ้นจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ จากพ่อค้า นายทุน โดยอาศัยพลังของชุมชนในการจัดการทุน ธุรกิจชุมชน
5. การสร้างความภาคภูมิใจ ความมีศักดิ์ศรีให้หวนคืนสู่ชุมชน ชาวชนบทสามารถเคียงบ่าเคียงไหล่ กับคนชั้นกลาง ข้าราชการ และธุรกิจอย่างมีศักดิ์ศรีได้
6. ให้คุณธรรม ความรัก และการปฏิบัติธรรมตามคำสอนพุทธศาสนา กลับมาสู่ใจของชุมชน
แนวทาง จากปณิธานทั้ง 6 ประการ พระสุบินได้ใช้แนวทางจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ดังต่อไปนี้
1. ใช้หลักธรรมทางศาสนาที่เน้นในเรื่องบุญ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความสันโดษ เป็นหัวใจสำคัญของการกำหนดแนวทางการทำกิจกรรมสะสมทรัพย์ ไม่ให้หลุดไปสู่โลภะจริต โดยการใช้หลักธรรมดังกล่าว สอดแทรกไปในการแนะนำเรื่องการจัดการกองทุน
2. พัฒนากิจกรรมออมทรัพย์ให้เกิดเป็นผลประโยชน์ร่วมของชุมชน เพื่อสร้างแรงจูงใจของคนในชุมชน ให้หันมาร่วมมือพึ่งพากันแทนการแก่งแย่ง ตัวใครตัวมัน
3. ใช้วิธีคิด "จิตสำนึกร่วมชุมชน" ทดแทนวิธีคิดแบบปัจเจก โดยอาศัยระบบการบริหาร การจัดการ สวัสดิการ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายของสมาชิก แลการใช้กลไกของชุมชนในการตรวจสอบ เพื่อสร้างจิตสำนึกร่วมของชุมชน
4. อาศัยระบบการจัดการที่โปร่งใส มีระบบบัญชีที่สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งคณะกรรมการ รวมไปถึงที่ปรึกษาอย่างเช่นพระสุบินเอง ก็มีความโปร่งใส
5. การบริหารมีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมของชุมชน เช่น การให้เงินกู้ การระดมเงินฝากทีละเล็กน้อย การจัดการเรื่องปันผล สวัสดิการที่ตอบสนองความต้องการ ของชาวบ้าน
6. อาศัยบารมีของพระสุบิน ซึ่งมีสถานะเป็นพระ เป็นผู้นำคนสำคัญที่ชาวบ้านศรัทธา ไปจนถึงคณะกรรมการที่มาดูแลเรื่องกองทุน ก็ถูกคัดเลือกด้วยหลักเกณฑ์ด้านคุณธรรม และบารมี
7. ใช้สถานที่สาธารณะของชุมชน คือ วัด อันเป็นที่ที่ชาวบ้านมีโอกาสมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง อยู่แล้ว ซึ่งหากไปจัดการที่บ้านใคร หรือหน่วยงานใด ความรู้สึกเป็นเจ้าของ หรือการเข้าถึงคงจะไม่เหมาะสมเท่าวัด
8. สร้างเงื่อนไขให้ผู้คนต้องมาพบปะแลกเปลี่ยนทุกข์สุขกันอยู่เสมอ เช่นการต้องมาออมทุกเดือน
9. ใช้ระบบการจัดการที่รวดเร็ว เช่น การจัดการเรื่องสินค้าที่สามารถบริารได้ภายในวันเดียว ไม่ต้องมีคลังสินค้า เช่น สหกรณ์ที่ต้องเพิ่มการจัดการ
10. ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหาร ทั้งการตั้งคณะกรรมการ การตัดสินใจวางกฏเกณฑ์ ของกองทุน การติดตามประเมินผล ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น
ผลแห่งความสำเร็จ นอกจากผลในเชิงปริมาณที่เกิดกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ถึง 106 หมู่บ้าน หรือราวร้อยละ 60 ของจังหวัด ในเชิงคุณภาพได้พบเห็นผลสำเร็จ แห่งการพึ่งตนเองของชุมชนหลายด้านคือ
1. ปัญหายากจน หนี้สิน รวมถึงปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น ลักขโมย เริ่มบรรเทาเบาบางลง อันเป็นผลจากการมีเงินออมของชาวบ้าน การมีระบบสวัสดิการที่ช่วยเหลือชุมชน ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และภาระหนี้สิน และวิธีคิดเรื่องการประหยัด อดออม ทำให้วิกฤติความยากจน ในหลายแห่งเริ่มคลายตัวลง
2. ความรัก ความเข้าใจ ความสมานฉันท์ได้หวนกลับสู่ชุมชน เพราะผู้คนได้มีโอกาสมาพบปะ แลกเปลี่ยนทุกข์สุขมากขึ้น ความเป็นชุมชนปรากฏขึ้นแทนที่ความทะเลาะเบาะแว้ง ตัวใครตัวมัน ดังเช่นกรณีบ้านท้ายวัง ที่มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันมาก ได้หันมาสมานฉันท์กันจากสัจจะสะสมทรัพย์ ซึ่งหากเทศนาสั่งสอนเพียงอย่างเดียวคงยากจะเกิดขึ้นได้
3. ชาวบ้านมีวินัย ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง อันเป็นผลจากระบบบริหารที่ต้องการความมีสัจจะ จึงจะบรรลุถึงผลประโยชน์ร่วมของชุมชน อีกทั้งยังอาศัยกลไกของชุมชนคอยตรวจสอบ
4. ผู้คนไม่เคว้งคว้างยามยาก ไม่ว่าจะประสบเหตุใด ยังมีครอบครัว ชุมชน มีเงินออม เป็นตัวสนับสนุนค้ำจุนให้เกิดความอบอุ่นมั่นใจ
5. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังเช่น การให้สวัสดิการคนป่วยที่นอนโรงพยาบาล หากคนป่วยสูบบุหรี่จะมีการปรับเงินสวัสดิการ เป็นต้น
6. ชุมชนมีพลังในการต่อรองกับพ่อค้า นักธุรกิจจากภายนอกได้ เพราะการบริหารจัดการร่วมกัน รวมกลุ่มกันซื้อขายสินค้า ซึ่งป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบดังที่ผ่านมา
7. ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจมากขึ้น เห็นได้จากการริเริ่มคิด วางแผนทำกิจกรรมอีกหลายอย่าง ในด้านธุรกิจชุมชน ต่างจากแต่ก่อนที่มิค่อยกล้าคิดกล้าทำมากนัก
จากเป้าหมายแนวทาง มาสู่ผลแห่งความสำเร็จ แม้เพียงเท่านี้ก็เห็นแล้วว่า พระสุบินรวมไปถึงชาวบ้าน แห่งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ จ.ตราด เป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งยง หรือเป็นวีรบุรุษแห่งสามัญชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจของบ้านเมืองกำลังตกต่ำ ผู้คนระส่ำระสาย หาที่ยึดเหนี่ยวเพื่อหนีตายอยู่กลางคลื่นทะเลแห่งหายนะ นายทุน ธุรกิจหลายแห่งล้ม แต่เขาอาจจะล้มบนฟูกหรือสนามหญ้า แต่คนยากคนจนในชนบท พวกเขาล้มมานาน ล้มบนผืนดิน และหินผาที่แหลมคม
วิกฤติเช่นนี้ รัฐบาล นักเศรษฐศาสตร์หวังเพียงแต่ไขว่คว้า หาทุนต่างชาติมาต่อลมหายใจให้กับนายทุน ด้วยใจหวังว่าจะให้โครงสร้างแบบเก่าที่เกาะกิน ทำลายชนบทฐานล่างยังคงอยู่สืบไป เมื่อวิกฤตินำไปสู่โอกาส ใยจึงไม่สนใจการฟื้นเศรษฐกิจจากฐานล่างเล่า ให้โครงสร้างเก่าพังครืนลงมา พร้อมกับการก่อร่างโครงสร้างใหม่จากรากฐานที่เข้มแข็ง ฟื้นด้วยภูมิปัญญาของชาวบ้าน เกื้อหนุนอย่างเหมาะสม ฟื้นจิตวิญญาณ แห่งความเอื้ออาทรกลับคืนมา สร้างเสริมจิตสำนึกของความเป็นชุมชนซึ่งไม่มีวันหมดสิ้น นำหลักธรรมแห่งพุทธศาสนา เรื่องการพึ่งตนเองและความสันโดษกลับมาสู่สังคมไทย ดังเช่นที่พระสุบิน ปณีโต ได้บุกเบิกทางไว้ เพราะแท้จริง เงื่อนไขเหล่านี้ล้วนเป็นเงื่อนไขร่วมที่สามารถเกิดได้ทุกแห่ง ไม่ว่าเมืองหรือชนบท ไปจนถึงประเทศ คุณก็คงอยากเห็นประเทศพึ่งตนเองอย่างมีศักดิ์ศรีได้เช่นกัน มิใช่หรือ
"... ธรรมของพระพุทธเจ้าทรงเน้นเรื่องการพึ่งตนเอง แต่แล้วหลักอัตตาหิ อัตโน นาโถ ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย แต่ถ้าทุกคนในโลกนี้ไม่หวังพึ่งใคร หันมาพึ่งตนเอง เตือนตัวเอง สังคมก็จะสุขสงบเย็น เวลานี้สังคมไม่ได้ดิ้นรนเพื่อจะพึ่งตน หวังแต่พึ่งคนอื่น และเหยียบตัวเองเป็นทางผ่าน จึงไม่สามารถก้าวไปเป็นที่พึ่งแห่งตน อย่างมันคงตามหลักธรรม..."
.....คือแว่วเสียงธรรมช่วงสุดท้าย ที่ยังคงดังก้องในหัวใจของชาวบ้านที่มาวัดในวันนั้น.