สารบัญ
1. บทนำ
2. หลักที่มั่นคง : จุดกระแสเริ่มต้นจากพระราชดำรัส
3. ผลักดันรูปธรรมผ่าน ทฤษฎีใหม่
4. เศรษฐกิจพอเพียง - เศรษฐกิจพื้นฐาน
- เศรษฐกิจชุมชน : มุมมองของหมอประเวศ
ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ แม้ว่าจะผ่านมา 3 ปีแล้ว แต่ไทยก็ยังไม่พ้นวิกฤต ทั้งนี้เนื่องจากไทยเราขาดพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทำให้พระราชดำรัสเกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียง ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2540 ที่ผ่านมามีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น และได้รับการกล่าวถึงในสื่อมวลชนทุกแขนงมาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม แม้คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง จะแพร่หลายในวงกว้าง แต่ความเข้าใจและรายละเอียดในระดับขั้นตอนปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม มีการผิดเพี้ยนและไม่ได้รับการแพร่หลายมากนัก ทั้งนี้ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา พบการพัฒนารายละเอียดจากนักพัฒนาต่างๆ อย่างหลากหลายเพิ่มเติมขึ้นมาอีกมาก จึงเห็นสมควรประมวลความรู้เหล่านี้เข้าด้วยกันเพื่อความสมบูรณ์ในองค์ความรู้ด้านนี้
ในไทยเรามีกระแสเศรษฐศาสตร์ทางเลือกรับรู้แพร่หลายมานานมากแล้ว ทั้งเรื่องเศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ เศรษฐศาสตร์ในแนวสีเขียวที่เน้นความยั่งยืน เศรษฐกิจพื้นฐาน เศรษฐกิจพึ่งตนเอง เศรษฐกิจชุมชน การมีอาชีพที่อยู่นอกกระแสตลาดอย่าง เกษตรยั่งยืน เกษตรผสมผสาน แต่ก็อยู่ในลักษณะกระจัดกระจายไม่ได้รับการยอมรับมากนัก จนกระทั่งในหลวงผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนาในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยโดยตรงมาอย่างยาวนาน ได้ทรงสรุปประสบการณ์ดังกล่าวออกมาเป็นพระราชดำรัสเกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียง จึงได้จุดกระแสให้เกิดการยอมรับอย่างกว้างขวาง บรรจุอยู่ในแผนงานของราชการในหลายหน่วยงาน และได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง เช่น กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น
ปีที่แล้วพูดว่า เศรษฐกิจพอเพียง เพราะหาคำอื่นไม่ได้. และได้พูดอย่างหนึ่งว่า เศรษฐกิจพอเพียงนี้ ให้ปฏิบัติเพียงครึ่งเดียว คือไม่ต้องทั้งหมด หรือแม้จะเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอ . ไม่ได้แปลว่าเศษหนึ่งส่วนสี่ของพื้นที่ แต่เศษหนึ่งส่วนสี่ของการกระทำ
หมายความว่าวิธีปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ไม่ต้องทำทั้งหมด และขอเติมว่าถ้าทำทั้งหมดก็จะทำไม่ได้. ถ้าครอบครัวหนึ่ง หรือแม้หมู่บ้านหนึ่งทำเศรษฐกิจพอเพียงร้อยเปอร์เซ็นต์ก็จะเป็นการถอยหลังถึงสมัยหิน สมัยคนอยู่ในอุโมงค์หรือในถ้ำ ซึ่งไม่ต้องอาศัยหมู่อื่น เพราะว่าหมู่อื่นก็เป็นศัตรูทั้งนั้น ตีกัน ไม่ใช่ร่วมมือกัน จึงต้องทำเศรษฐกิจพอเพียง. แต่ละคนต้องหาที่อยู่ ก็หาอุโมงค์หาถ้ำ. ต้องหาอาหาร คือไปเด็ดผลไม้หรือใบไม้ตามที่มี หรือไปใช้อาวุธที่ได้สร้างได้ประดิษฐ์เอง ไปล่าสัตว์. กลุ่มที่อยู่ในอุโมงค์ในถ้ำนั้น ก็มีเศรษฐกิจพอเพียง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์. ก็ปฏิบัติได้.
แต่ต่อมาเมื่อออกจากถ้ำ ในสมัยต่อมา ที่สร้างบ้านเป็นที่อาศัย ก็เริ่มจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหลือประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามีคนไปผ่านมา ซึ่งไม่ได้เป็นศัตรู เอาอะไร ๆ มาแลกเปลี่ยนกัน. เช่นคนที่มาจากไกล ผ่านมามีหนังสัตว์ที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ก็ซื้อด้วยการแลกเปลี่ยนด้วยอาหาร เช่นปลาที่จับได้ในบึง. อย่างนี้ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียงแล้ว. เวลาก้าวล่วงมาอีก มาถึงปัจจุบันนี้ ถ้าคนที่อยู่ทั้งข้างนอกทั้งข้างในนี้ จะปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คงทำไม่ได้. และถ้าสำรวจตัวเอง หรือเศรษกิจของตัวเอง ก็เข้าใจว่า จะเห็นได้ว่าไม่ได้ทำ. เข้าใจว่าทำได้ไม่ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ เพราะว่าสิ่งที่ตนผลิตหรือทำ ส่วนใหญ่ก็เอาไปแลกกับของอื่นที่มีความจำเป็น. ฉะนั้นจึงพูดว่าเศรษฐกิจพอเพียง ปฏิบัติเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็ควรจะพอและทำได้. อันนี้เป็นข้อหนึ่ง ที่จะอธิบายคำพูดที่พูดมาเมื่อปีที่แล้ว.
คำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก. ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้เองเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน. พอมีพอกินนี้ ถ้าใครได้มาอยู่ที่นี่ ในศาลานี้ เมื่อ เท่าไหร่ ๒๐ ๒๔ ปี เมื่อปี ๒๕๑๗. ๒๕๑๗ ถึง ๒๕๔๑ นี้ ก็ ๒๔ ปี ใช่ไหม. วันนั้นได้พูดว่า เราควรจะปฏิบัติให้พอมีพอกิน. พอมีพอกินนี้ก็แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง. ถ้าแต่ละคนพอมีพอกิน ก็ใช้ได้. ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้น ก็เริ่มจะไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย. สมัยก่อนนี้พอมีพอกิน มาสมัยนี้ชักจะไม่พอมีพอกิน. จึงต้องมีนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะให้ทุกคนมีพอเพียงได้. ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ. แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ. อันนี้ก็ความหมายอีกอย่างของเศรษฐกิจ หรือระบบพอเพียง. เมื่อปีที่แล้วตอนที่พูดพอเพียง แปลในใจ แล้วก็ได้พูดออกมาด้วย ว่าจะแปลเป็น Self-sufficiency (พึ่งตนเอง) ถึงได้บอกว่าพอเพียงแก่ตนเอง แต่ความจริงเศรษฐกิจพอเพียงนี้ กว้างขวางกว่า Self-sufficiency. คือ Self-sufficiency นั้นหมายความว่า ผลิตอะไรที่มีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอซื้อคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง (พึ่งตนเอง) แต่พอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่าพอก็เพียงพอ เพียงนี้ก็พอดังนั้นเอง. คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย. ถ้าทุกประเทศมีความคิด - อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ มีความคิดว่า ทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข. พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น. ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง . ถ้า (หากต้องการเบียดเบียน) อย่างนั้นก็เดือดร้อนกันแน่ เพราะว่าอึดอัด จะทำให้ทะเลาะกัน. เมื่อมีการทะเลาะกัน ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย .. จากการทะเลาะด้วยวาจาก็กลายเป็นการทะเลาะด้วยกาย ซึ่งในที่สุดก็นำมาสู่ความเสียหาย เสียหายแก่ผู้ที่เป็นตัวละครทั้งสองคน. ถ้าเป็นหมู่ก็เลยเป็นการตีกันอย่างรุนแรงได้ ซึ่งจะทำให้คนอื่นอีกมากเดือดร้อน . ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ก็แปลว่า ความพอประมาณและความมีเหตุผล
จะเห็นได้ว่าพระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ท่านได้ให้ไว้อย่างครอบคลุม รวมทั้งได้ ทรงมีพระวินิจฉัยด้วยว่าสาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจเกิดจากความโลภเป็นหลัก ทำให้เกิดความคิดเบียดเบียนและเดือดร้อนกันไปทั่ว นี่จึงเป็นที่มาสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่สรุปออกมานี้ มีความคล้ายคลึงกับแนวคิดที่มีการแพร่หลายในสังคมไทยก่อนหน้านั้นคือสันติประชาธรรมของป๋วย อึ๊งภากรณ์ และธัมมิกสังคมนิยมของท่านพุทธทาสภิกขุ แต่เน้นไปทางด้านจิตใจมากกว่ารูปธรรมด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีเศรษฐศาสตร์ชาวพุทธของ อี.เอฟ. ชูเมกเกอร์ ที่เน้นเรื่องความพอเพียงทางเทคโนโลยีในระบบการผลิตที่ให้ความสำคัญต่อคนมากกว่าผลผลิต หรือแม้แต่แนวคิดของมหาตมะ คานธีในหนังสือ คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน ที่เน้นความพอเพียงในระดับชุมชน แม้จะกล่าวถึงแนวคิดทางเศรษฐกิจที่ตรงกันข้ามกับระบบทุนนิยมเสรีที่ โลภ อย่างไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่แนวคิดที่เป็นพัฒนาการของคนไทย ดังนั้นแนวคิดดังกล่าวในบทความนี้จะไม่ขอกล่าวถึง
อย่างไรก็ตาม แนวคิดในเชิง นามธรรม อย่างเศรษฐกิจพอเพียง ที่ระบุว่าให้พึ่งตนเองให้ได้สัก 1 ใน 4 ส่วนนั้น ยังไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ทันที แต่ต้องอาศัย รูปธรรม หลักการที่สามารถนำมาสู่การปฏิบัติได้ ซึ่งพระองค์ท่านได้กล่าวถึง ทฤษฎีใหม่ ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจพอเพียงไว้ด้วยกัน เป็นหลักกว้างๆ 3 ขั้นตอนดังจะอธิบายรายละเอียดต่อไป
จากวารสารมูลนิธิชัยพัฒนาฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ.2540 ได้กล่าวถึงการดำเนินการตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงผ่านทฤษฎีใหม่ทั้งสามขั้นตอน รวมทั้งความเกี่ยวพันกันระหว่างทฤษฎีแต่ละขั้นอย่างละเอียดดังนี้
ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่หนึ่ง
(๒) หลักสำคัญ: ให้เกษตรกรมีความพอเพียง โดยเลี้ยงตัวได้ (Self sufficiency) ในระดับชีวิตที่ประหยัดก่อน ทั้งนี้ต้องมีความสามัคคีในท้องถิ่น
(๓) มีการผลิตข้าวบริโภคพอเพียงประจำปี โดยถือว่าครอบครัวหนึ่ง ทำนา ๕ ไร่ จะมีข้าวพอกินตลอดปี ข้อนี้เป็นหลักสำคัญของทฤษฎีนี้
(๔) เพื่อการนี้ จะต้องใช้หลักว่า ต้องมีน้ำ ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ฉะนั้น ๕ ไร่ต้องมี ๕,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร แต่ละแปลง (๑๕ ไร่) ทำนา ๕ ไร่ ทำพืชไร่ หรือไม้ผล ฯลฯ ๕ ไร่ (= ๑๐ ไร่) จะต้องมีน้ำ ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อปี จึงได้ตั้งสูตรคร่าวๆ ว่า แต่ละแปลงประกอบด้วย นา ๕ ไร่และพืชไร่และ สวน ๕ ไร่ สระน้ำ ๓ ไร่ ลึก ๔ เมตร จุประมาณ ๑๙,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร (๑๙,๒๐๐) ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ ๒ ไร่ รวมทั้งหมด ๑๕ ไร่
(๕) อุปสรรคสำคัญที่สุดคือ: อ่างเก็บน้ำหรือสระ ที่ได้รับน้ำให้เต็มเพียงปีละหนึ่งครั้ง จะมีการระเหยวันละ ๑ เซนติเมตร โดยเฉลี่ย ในวันที่ฝนไม่ตก หมายความว่า ในปีหนึ่งถ้านับว่าแห้ง ๓๐๐ วัน ระดับน้ำของสระจะลดลง ๓ เมตร (ในกรณีนี้ ๓/๔ ของ ๑๙,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร น้ำที่ใช้ได้จะเหลือ ๔,๗๕๐ ลูกบาศก์เมตร) จึงจะต้องมีการเติมน้ำเพื่อให้เพียงพอ มีความจำเป็นที่จะมีแหล่งน้ำเพิ่มเติม สำหรับโครงการวัดมงคลชัยพัฒนา ได้สร้างอ่างเก็บน้ำจุ ๘๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร สำหรับเลี้ยง ๓,๐๐๐ ไร่
(๖) ลำพังอ่างเก็บน้ำจุ ๘๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร จะเลี้ยงได้ ๘๐๐ ไร่ (โครงการวัดมงคล มีพื้นที่ ๓,๐๐๐ ไร่ แบ่งเป็น ๒๐๐ แปลง) อ่างนี้จึงเลี้ยงได้ ๔ ไร่ ต่อแปลง ลำพังสระในแปลงเลี้ยงได้ ๔.๗๕ ไร่) จึงเห็นได้ว่า หมิ่นเหม่มาก (๔.๗๕ ไร่ + ๔.๐๐ ไร่ = ๘.๗๕ ไร่) ถ้าคำนึงว่า ๘.๗๕ ไร่นั้น จะทำเกษตรกรรมอย่างสมบูรณ์ได้อีก ๖.๒๕ ไร่ จะต้องอาศัยเทวดาเลี้ยง แต่ถ้าคำนึงว่าในระยะที่ไม่มีความจำเป็นที่จะใช้น้ำ หรือมีฝนตก น้ำฝนที่ตกมาจะเก็บไว้ได้ในอ่างและในสระสำรองไว้สำหรับเมื่อต้องการ อ่างและสระจะทำหน้าที่เฉลี่ยน้ำฝน (regulator) จึงเข้าใจว่าในระบบนี้น้ำจะพอ
(๗) ปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่ง คือราคาการลงทุนค่อนข้างสูง เกษตรกรจะต้องได้ รับความช่วยเหลือจากภายนอก (ทางราชการ ทางมูลนิธิและทางเอกชน) แต่ค่าดำเนินการไม่สิ้นเปลืองสำหรับเกษตรกร
ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่สอง
เมื่อเกษตรกรเริ่มเข้าใจวิธีการ จึงขอให้ดำเนินการในที่ดินของตน เมื่อได้ผลก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ร่วมแรงใน
(๒) การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)
(๓) การเป็นอยู่ (กะปิน้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)
(๔) สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)
(๕) การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)
(๖) สังคมและศาสนา
ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่สาม
ติดต่อร่วมมือกับแหล่งเงิน (ธนาคาร) และกับแหล่งพลังงาน (บริษัทน้ำมัน) ตั้งและบริหารโรงสี (ตามวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ ๒ ลำดับที่ ๒) ตั้งและบริหารร้านสหกรณ์ (ตามวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ ๒ ลำดับที่ ๑, ๓) ช่วยการลงทุน (ตามวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ ๒ ลำดับที่ ๑, ๒) ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต (ตามวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ ๒ ลำดับที่ ๔, ๕, ๖) ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกร และฝ่ายธนาคารกับบริษัทจะได้รับประโยชน์ คือ
- เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภค บริโภคในราคาต่ำ (เป็นร้านสหกรณ์ราคาขายส่ง) : (ตามวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ ๒ ลำดับที่ ๑, ๓)
- ธนาคารกับบริษัท จะสามารถกระจายบุคลากร
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 : รวมตัวกันเป็นองค์กรชุมชน ทำเศรษฐกิจชุมชนในรูปแบบต่างๆ เช่น เกษตร หัตถกรรม อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ทำธุรกิจปั๊มน้ำมัน ขายอาหาร ขายสมุนไพร ตั้งศูนย์การแพทย์แผนไทย จัดการท่องเที่ยวชุมชน มีกองทุนชุมชนหรือธนาคารหมู่บ้าน
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 : เชื่อมโยงกับบริษัททำธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งการส่งออก
ในทฤษฎีขั้นที่สอง พระองค์ทรงระบุว่าให้รวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินการ 6 ด้านดังที่ได้ยกมาอ้างไว้ด้านบน แสดงถึงกรอบคิดระดับการจัดการกลุ่มหรือชุมชน ให้เกิดการช่วยเหลือกันจนสามารถจัดการคุณภาพชีวิตของกลุ่มหรือชุมชน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของกลุ่มหรือชุมชนได้อย่างพอเพียง
ในทฤษฎีขั้นที่สาม พระองค์ท่านได้กล่าวถึง ความร่วมมือ จากภายนอกกลุ่มหรือชุมชน ทั้งจากภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาคราชการ ในลักษณะที่ได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย โดยความร่วมมือดังกล่าวนั้นจะต้องสอดคล้องกลมกลืนกับ วัตถุประสงค์ 6 ด้านของการรวมกลุ่มกันตามทฤษฎีขั้นที่สอง ทั้งนี้เราจะเห็นได้ว่าในขั้นตอนนี้ สามารถนำทฤษฎีใหม่และแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อมโยงเข้าสู่กลไกการผลิตและการตลาดในปัจจุบัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การเชื่อมโยงเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นรูปธรรมระดับสากล หรือระดับภาพรวมในประเทศ
จะเห็นได้ว่าทั้งสามขั้นตอนเป็นรูปธรรมที่สามารถเชื่อมโยงกับนามธรรมแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ได้อย่างสอดคล้องกลมกลืนคือ ครอบครัวพอเพียง (ขั้นที่ 1) ชุมชนพอเพียง (ขั้นที่ 2) และเศรษฐกิจของชาติพอเพียง (ขั้นที่ 3)
ซึ่งจากโครงสั้นๆ ของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ 3 ขั้นตอนนี้ ต่อมามีนักคิดนักพัฒนาจำนวนมาก ได้นำมาพัฒนาเนื้อหารายละเอียดออกไปอีกอย่างกว้างขวาง เป็นการประยุกต์ตามประสบการณ์ความคิดที่หลากหลาย ดังที่จะได้กล่าวถึงต่อไปพอสังเขป
นักวิชาการที่นำเอาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาต่อในรายละเอียด ส่วนใหญ่มักเป็นนักวิชาการสายชุมชนนิยม ทั้งนี้เนื่องจากความสอดคล้องกันของแนวคิดซึ่งอยู่นอกเศรษฐกิจกระแสหลักในปัจจุบัน โดย 1 ในนักวิชาการที่เสนอความคิดอย่างจริงจังต่อเนื่องมาโดยตลอดก็คือหมอประเวศ วะสี ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจไว้ดังนี้
เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้แปลว่าไม่เกี่ยวข้องกับใคร ไม่ค้าขาย ไม่ส่งออก ไม่ผลิตเพื่อคนอื่น ไม่ทำเศรษฐกิจมหภาค สิ่งเหล่านี้หลายคนอาจคิดเอาเอง พูดเอาเอง และกลัวไปเองทั้งนั้น ถ้าจะกระตุกก้นสักหน่อยก็ขอกล่าวว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่ใช่คนโง่ ที่ทรงกล่าวเรื่องนี้ ดังมีประเทศเนเธอแลนด์ เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ เป็นตัวอย่างที่เคยยากลำบากและเสียสมดุล ต่อเมื่อพัฒนาประเทศแบบเศรษฐกิจพอเพียง จึงกลับเข้มแข็ง ได้สมดุล และเติบโตไปด้วยดี
เศรษฐกิจพอเพียงจึงหมายถึงเศรษฐกิจสมดุล เป็นการกลับสู่สมดุลของสังคม เศรษฐกิจ จิตใจ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความพอเพียง 7 ด้านคือ ครอบครัวพอเพียง จิตใจ (เอื้ออาทร) พอเพียง สิ่งแวดล้อมพอเพียง ชุมชนเข้มแข็งพอเพียง ปัญญาพอเพียง ฐานวัฒนธรรมพอเพียง และมีความมั่นคงพอเพียง
ทั้งนี้หมอประเวศได้นำนามธรรมเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยการชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็คือ เศรษฐกิจพื้นฐาน ซึ่งพื้นฐานที่มีอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยก็คือ ชุมชน โดยเศรษฐกิจพื้นฐานประกอบด้วย 5 ลักษณะสำคัญดังนี้
การสนับสนุนโดยรัฐ 9 ขั้นตอน
ยุทธศาสตร์ 9 ขั้นตอนนี้ เป็นข้อเสนอต่อรัฐถึงแนวทางการสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียงอย่างชัดเจนจริงจัง ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่มีการสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียงจากรัฐอย่างเพียงพอ รายละเอียดดังนี้
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าในมุมมองของหมอประเวศ ให้น้ำหนักของเศรษฐกิจพอเพียงที่ ความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งในบางชุมชนอาจมีความพร้อมและทรัพยากร (ทุน บุคลากร องค์กร) สนับสนุนไม่เพียงพอ โดยกรอบที่เล็กที่สุดแต่ครอบคลุมทรัพยากรอย่างเพียงพอก็คือกรอบคิดระดับตำบล ดังนั้นยุทธศาสตร์สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงจึงอยู่ที่ ประชาคมตำบล
ทำไมถึงต้องเป็นประชาคม ทั้งนี้ก็เพราะความเป็นประชาคมได้มีการวิจัยได้ผลออกมาชัดเจน (อ้างงานของโรเบิร์ต พัทนัม) ว่าความเป็นประชาคมหรือประชาสังคม (Civic Tradition) เป็นทุนทางสังคมที่ทำให้มีเศรษฐกิจและการเมืองดี โดยในอิตาลีพบว่า เมืองที่เศรษฐกิจดี การเมืองดี มักมีกลุ่มประชาชนรวมตัวกันทำกิจกรรมต่างๆ อย่างคึกคัก ในขณะที่เมืองที่เศรษฐกิจแย่ การเมืองเต็มไปด้วยมาเฟีย มักเป็นเมืองที่ควบคุมตามแนวดิ่งจากอำนาจรัฐ
ดังนั้นแม้จะเป็นแนวคิดระดับตำบลซึ่งมีนัยยะของการปกครองโดยมหาดไทย แต่โดยหลักการแล้วตำบลจะต้องปรับแนวคิดจากเดิมที่เน้นเรื่องการปกครอง มาเป็นเรื่องการพึ่งตนเอง
ไม่เพียงแต่ต้องปรับแนวคิดเรื่องตำบลพึ่งตนเองเท่านั้น แต่ต้องปรับแนวคิดอื่นๆ ประกอบกันไปด้วย เพื่อให้มีโอกาสดำเนินการที่เปิดกว้างมากขึ้น เช่น เรื่อง คนจนใช้หนี้ได้ ซึ่งเปิดโอกาสให้กับองค์กรการเงินแบบใหม่ดังที่ปรากฎในธนาคารกรามีนของบังคลาเทศ (หรืออีกชื่อว่าธนาคารคนจน) ที่พบว่ามี NPL น้อยมาก (เกือบเท่ากับ 0 ในขณะที่ธนาคารโดยทั่วไปมี NPL หลายสิบเปอร์เซ็นต์) ทั้งนี้เนื่องจากในสังคมของคนจนมีกระบวนการทางสังคมเป็นกลไกทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คอยดูแลไม่ให้เกิดการเสียหน้าหรือเสียประโยชน์ส่วนรวมของกลุ่มหรือชุมชน แนวคิดดังกล่าวนี้จะเป็นส่วนสำคัญต่อการเกิด กองทุนชุมชน (ที่เป็นข้อเสนอต่อภาครัฐในขั้นตอนที่ 7 ในหัวข้อที่ผ่านมา) และจะมีบทบาทอย่างสำคัญต่อการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและกิจกรรมของเศรษฐกิจพื้นฐานต่างๆ เช่น เกษตรผสมผสาน, หัตถกรรม, อุตสาหกรรมชุมชน, ศูนย์การแพทย์แผนไทย, ธุรกิจชุมชน ฯลฯ ให้เกิดขึ้นในชุมชน ด้วยกรอบการร่วมมือที่ครบรอบด้านทั้งจากภาครัฐและประชาชนในระดับตำบล
โดยในภาพรวม ประชาคมตำบล ควรมีองค์ประกอบที่ครบถ้วนดังต่อไปนี้

ใน 1 ตำบล ปัจจุบันอย่างน้อยมี สภาตำบล, องค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นนิติบุคคล, วัดประมาณ 5 วัด, โรงเรียนประมาณ 5 แห่ง, สถานีอนามัยอย่างน้อย 1 แห่ง, พัฒนากร 1 คน, และเกษตรตำบล 1 คน โดยทั้งหมดจะต้องปรับความคิดจากหน่วยการปกครองระดับตำบลที่เกิดการพัฒนาช้า ติดขัด และนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงแย่งผลประโยชน์ มาเป็นหน่วยพัฒนาเศรษฐกิจพึ่งตนเองแบบบูรณาการ จะมีความร่วมมือ และเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็วเป็นพื้นฐาน กิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การพัฒนาในมิติอื่นๆ พร้อมกันไป เช่น พัฒนาการเรียนรู้ พัฒนาครอบครัว พัฒนาชุมชน พัฒนาวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
กิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยพื้นฐานที่เข้มแข็งแล้ว ควรประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้คือ กลุ่มที่ทำเกษตรผสมผสาน, กลุ่มผลิตสินค้าหัตถกรรม, กลุ่มอุตสาหกรรมชุมชน เช่น การแปรรูปอาหาร, โรงสีข้าวชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ควรมีการพัฒนาองค์กรอื่นๆ ที่สนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนในระดับตำบลขึ้นมาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพึ่งตนเองในระดับตำบล เช่น กองทุนออมทรัพย์ตำบล พิพิธภัณฑ์ตำบล (เลือกวัดมาพัฒนา) ศูนย์การเรียนรู้ (เลือกโรงเรียนและวัดมาพัฒนาเป็นความร่วมมือระหว่างครูและพระ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ในตำบล วัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ฯลฯ) ศูนย์การแพทย์แผนไทย บริษัทชุมชนตำบลสำหรับขายอาหาร ขายอาหารปลอดสารพิษ จำหน่ายสมุนไพร จัดการท่องเที่ยวในตำบล เป็นต้น
สำหรับองค์กรที่มีอำนาจทางการเมืองการปกครองอย่าง อบต. ควรดูแลผลประโยชน์ของชุมชนทั้งหมด เช่น ที่ดิน ป่าไม้ ป่าชุมชน แหล่งน้ำ รายได้จากภาษีอากร ในกรอบของการร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจกับชุมชน ซึ่งจะสามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่การพัฒนาในกรอบของการเมือง อบต.จะพัฒนาช้ามาก
สำหรับการสนับสนุนขององค์กรภายนอกตำบล ดังเช่นที่ได้กล่าวถึงในหัวข้อการสนับสนุนจากภาครัฐ 9 ขั้นตอน ประกอบด้วย ศูนย์วิชาการการเกษตรเพื่อสนับสนุนทางวิชาการ บริษัทธุรกิจเพื่อชุมชนขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในเมืองและในต่างประเทศ การส่งเสริมอุตสาหกรรม สนับสนุนในการแปรรูปอาหารและพัฒนามาตรฐานสินค้า นอกจากนี้การริเริ่มแนวคิด การคลังเพื่อสังคม จากกระทรวงการคลัง จะเป็นกำลังสำคัญในการหนุนความเข้มแข็งจากฐานล่าง ทั้งนี้การสนับสนุนจะต้องเน้นกระบวนการภาคประชาชน ให้สามารถเรียนรู้และมีการจัดการได้ด้วยตนเอง สามารถพึ่งตนเอง ไม่ใช่การให้หน่วยงานต่างๆ เข้าไปทำแทนประชาชนในตำบล ซึ่งจะทำให้ชุมชนอ่อนแอและพึ่งตนเองไม่ได้
หมอประเวศได้กล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียงในแง่มุมที่เน้นความเข้มแข็งของชุมชนเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งแนวทางดังกล่าวยังมีอีกแนวคิดหนึ่งที่ปรับตัวเข้าสู่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเช่นเดียวกัน นั่นคือ ชุมชนาธิปไตย
แนวคิด คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน ได้รับความแพร่หลายและวางรากฐานในสังคมไทยมานานพอสมควร ตั้งแต่ยุคสมัยของมหาตมะ คานธี จนกระทั่งถึงปัจจุบันมีศัพท์ใหม่ที่ใช้เรียกเป็นกระแสร่วมสมัยที่พัฒนาในเนื้อหารายละเอียดไปอีกมากโดยพิทยา ว่องกุล ชุมชนาธิปไตย
เช่นเดียวกับกระแสชุมชนนิยมอื่นๆ แนวคิดชุมชนาธิปไตยก็เน้นความเข้มแข็งของชุมชนเช่นเดียวกัน เพียงแต่ได้ประยุกต์ให้ผสมผสานหลักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมเรื่องทุน เพื่อสร้างรากฐานให้ชุมชนาธิปไตยสามารถปักหลักมั่นคงอยู่ในกระแสทุนนิยมตลาดเสรีได้ โดยสิ่งที่เป็นจุดยืนของแนวคิดเรื่องทุนในชุมชนาธิปไตยก็คือ หลักการปฏิสัมพันธ์แบบพึ่งพิงกันเป็นห่วงโซ่ชีวิตเป็นเศรษฐธรรมในธรรมชาติ หลอมรวมวงจรทุนและการผลิตกลายเป็นยุทธวิธีการสร้างวงจรทุนของชุมชน เป็นธนาคารทุนประเภทต่างๆ ของหมู่บ้านนั้น ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้ 7 ประเภทคือ
ยกตัวอย่างเช่นในหมู่บ้านที่ยากจน สามารถใช้ทุนรวมแรงงานกับที่ดินว่างเปล่าของหมู่บ้าน สร้างธนาคารข้าวเพื่อเป็นหลักประกันการอดอยากและช่วยตัดวงจรหนี้สิน เมื่อเวลาผ่านไปธนาคารข้าวจะเพิ่มจำนวนข้าวมากขึ้น ทั้งจากดอกผลที่กู้ยืมและการร่วมกันทำนาในปีต่อๆ มา พร้อมๆ กับชาวบ้านยากจนบางคนได้ปลดหนี้สินจากพ่อค้า สามารถเพิ่มผลผลิตด้วยตัวเอง ข้าวในธนาคารข้าวที่เพิ่มขึ้นและเหลือ สามารถนำไปขายสร้างวงจรทุนต่อไปได้ เช่น สหกรณ์ร้านค้า หรือกลุ่มออมทรัพย์ หรือกองทุนปุ๋ย เพื่อเป็นหลักประกันในการซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาถูก หลักประกันการมีระบบเงินทุนของหมู่บ้าน หรือหลักประกันของการลงทุนทางการเกษตรราคาถูก ซึ่งในระยะต่อมาก็จะสามารถสร้างกองทุนอุตสาหกรรมชุมชนประเภทต่างๆ และกองทุนสวัสดิการ หรือกองทุนสำหรับแก้ปัญหาอื่นๆ โดยเฉพาะของชุมชนขึ้นมาได้
อุตสาหกรรมชุมชน จึงเป็นการพัฒนาของวงจรทุนขั้นสุดท้าย ที่นำให้ชุมชนก้าวเข้าสู่ความเข้มแข็งในระบบตลาดเสรีทุนนิยม ทั้งนี้อุตสาหกรรมชุมชนเป็นแนวคิดที่มุ่งแปรรูปผลผลิตตามธรรมชาติ หรือกระทำการผลิตสินค้าโดยสมาชิกในชุมชน เพื่อการบริโภคและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ด้วยหลักคิดสำคัญที่ว่า ความหลากหลายของผลผลิตในชุมชน ทั้งในด้านการบริโภคแบบพึ่งพาตนเอง การเก็บหรือถนอมอาหารไว้กินในครอบครัวและในชุมชน จะช่วยลดรายจ่ายให้ครอบครัว และสร้างเสริมสุขภาพอนามัยให้ตนเองได้อย่างดี และอย่างรับผิดชอบดีที่สุดของชุมชน ซึ่งจะเป็นฐานการสร้างสังคมสุขภาพอนามัยที่ดีมีคุณธรรม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ด้านกำไรสูงสุดเช่นที่นักธุรกิจกระทำกันในปัจจุบัน โดยเอาเปรียบผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา
จะเห็นได้ว่าแนวคิดและเป้าหมายของชุมชนาธิปไตย สอดคล้องกับแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยิ่ง แม้แต่ขั้นตอนไปสู่ระดับการพึ่งตนเองสูงสุด วงจรทุนระดับสูงสุดของชุมชนที่นำไปสู่การปักหลักมั่นคงในตลาดเสรีทุนนิยม ก็คล้ายคลึงกับขั้นตอนในทฤษฎีใหม่อย่างยิ่ง ทั้งขั้นตอนในทฤษฎีใหม่ 3 ขั้นตอนในเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรูปธรรม 3 ขั้นตอนสู่เศรษฐกิจชุมชนอันเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงของหมอประเวศ ในแนวคิดชุมชนาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน ได้วางยุทธศาสตร์รูปธรรมไว้ที่ อุตสาหกรรมชุมชน อันประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนคือ
การสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของชุมชน มีความแตกต่างจากการพัฒนากระแสหลักคือ
ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดแบบใด เมื่อลงไปในระดับรูปธรรมแล้วจะพบว่าล้วนใช้ตัวอย่างเดียวกันทั้งสิ้น อย่างเช่น กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ของครูซบ ยอดแก้ว ที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมัวกันตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อให้สมาชิกกู้ไปทำอาชีพ และเพื่อการจัดสวัสดิการชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิก 6 หมื่นคน เครือข่ายกว่า 250 กองทุน มีเงินหมุนเวียนกว่า 371 ล้านบาท หรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ของพระสุบิน ปณีโต กลุ่มชุมชนไม้เรียง กลุ่มเกษตรผสมผสานที่ขอนแก่น ธุรกิจชุมชนของบริษัทบางจาก ที่ทำให้ชาวบ้านหลุดจากสภาพหนี้มีเงินออม เป็นต้น
หมอประเวศได้กล่าวถึงปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้ว่า เรื่องเศรษฐกิจพื้นฐานหรือเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เรื่องยาก และจะเห็นได้ว่าชนบทมีวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับทรัพยากรและการผลิตพื้นฐาน มีศักยภาพในการดำเนินการอย่างมาก เพียงแต่ขาดการส่งเสริมดูแลจากการบริหารด้านบน และองค์ความรู้จำนวนหนึ่ง ที่ชาวบ้านสามารถนำมาเป็นรูปธรรมประยุกต์ใช้งานได้
ดังนั้น นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ต่อยอดเสริมจากแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งมีผู้เข้าร่วมพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้อย่างมากมาย นอกจากหมอประเวศ วะสี หรือพิทยา ว่องกุล แล้ว ยังมีดร.เสรี พงษ์พิศ ที่เสนอ วาระของชุมชน หรือ ดร. ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์ที่เสนอ ศูนย์การเรียนรู้ธุรกิจชุมชน หรือการรวบรวมประสบการณ์ของนักพัฒนาเอกชนอย่างบัณฑร อ่อนดำ หรือจากองค์กรพัฒนาเอกชนอีกจำนวนหนึ่ง ก็เป็นรูปธรรมที่เป็นประโยชน์อย่างมากที่น่าจะมีการรวบรวมอย่างเป็นระบบต่อไป ทั้งนี้อาจรวมกลไกนโยบายระดับรัฐ อย่างที่ปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 รวมเข้าไปด้วย
อย่างไรก็ตามหากดูหลักการเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความพอประมาณและความมีเหตุผล จะเห็นได้ว่ามีความตรงกันข้ามกับกระแสโลกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระแสโลกาภิวัฒน์ที่กำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันเสรี เป็นตลาดโลกตลาดเดียว ซึ่งไทยเราก็อยู่ในกระแสเหล่านี้ด้วยโดยรัฐมีบทบาทนำในเรื่องดังกล่าว ทั้งเรื่องการปรับแก้กฎหมายและนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ที่เน้นการ แข่งขัน เติบโตอย่างเสรี ไม่ใช่ พอเพียง
ในตลาดเดียวกัน การมีสองนโยบายย่อมก่อให้เกิดความไม่กลมกลืนกันอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลิตและการตลาดที่ไม่เน้นแข่งขัน เหลือจึงขายแบบเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อต้องเชื่อมต่อเข้ากับเศรษฐกิจการตลาดแบบแข่งขันเสรี จะสามารถทนทานต่อเปลี่ยนแปลงไปสู่กระแสการแข่งขันในตลาดเสรีได้หรือไม่ ในเมื่อในทฤษฎีขั้นที่สามที่ต้องอาศัยการติดต่อเชื่อมโยงเพื่อ ร่วมมือ กับองค์กรภายนอก ความร่วมมือดังกล่าว จะทำให้ชุมชนหรือกลุ่มไม่เพียงแต่มีความรู้ด้านการผลิตเท่านั้น แต่จะต้องมีความรู้ด้านการตลาดอีกด้วย นั่นคือโอกาสทางการตลาดที่ชุมชนมองเห็น ย่อมเป็นโอกาสของชุมชนที่จะก้าวเข้าสู่การแข่งขันในตลาดเสรี และออกจากการเป็นเศรษฐกิจพอเพียง
นอกจากนี้แล้ว ฐานของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเน้นไปเรื่อง ชุมชน ซึ่งปัจจุบันกำลังมีสถานภาพไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นเมืองอยู่ตลอดเวลา ทำให้แนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมีความสั่นคลอนตามไปด้วย
สิ่งที่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงขาดไปก็คือ คุณค่า หรือผลที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้นแนวโน้มของการพัฒนาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จึงยังไม่สามารถออกไปจากแนวคิดเกี่ยวกับ การผลิต การตลาด และกำไรได้ แม้ว่าเป้าหมายค่อนข้างแน่ชัดว่าคือการ อุ้มชูตัวเองได้ ให้เพียงพอต่อตัวเอง เมื่อชาวบ้านพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงไปได้ระยะหนึ่ง การนึกถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจของตนจะพุ่งไปที่คุณค่าที่มองเห็นได้ชัด นั่นคือ กำไร กำไรมากๆ ก็คือตัววัดศักยภาพในการอุ้มชูตัวเองได้ และนำชุมชนออกจากเศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่เศรษฐกิจเสรีไปในที่สุด
แต่ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นใดก็ตาม เศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทรงคุณค่า และทำให้เรามองเห็นโอกาสของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ สามารถยืนอยู่ได้บนพื้นฐานของตัวเองได้อย่างเข้มแข็ง ในท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้