ทรรศนะ แนวคิด แนวทางในการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้
ชัยอนันต์ สมุทวณิช
[จากวารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 (ตุลาคม 2542 – มกราคม 2543)]

สารบัญ

ทำไม (Why) อะไร (What) และอย่างไร (How)

การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ มีประเด็นพิจารณา 3 ประเด็นคือ

ทำไม

ประเด็น ทำไม นั้นมีการศึกษาและประชุมปรึกษาหารือกันมาแล้ว โดยสรุปก็คือกระบวนการเรียนรู้ที่ทำกันอยู่ไปเน้นที่ การสอน (Teaching) แบบครูเป็นผู้สอนสั่งมากเกินไป การทำเช่นนี้ไม่ช่วยให้เด็กผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้สูงสุดตามศักยภาพได้ จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเสียใหม่ ให้มีกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้เด็กพัฒนาศักยภาพตนเองได้อย่างเต็มที่อย่างรอบด้าน ทั้งความรู้ ความสามารถ และคุณลักษณะ “สามารถเรียนรู้วิธีคิดและวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล วิธีการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม และมีการเรียนรู้ทักษะชีวิตที่จำเป็นในการพัฒนาตนเอง” (สปช : ร่างกรอบแนวคิด แนวทางในการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ประกอบการประชุม 22-23 มกราคม 2542)

อะไร

ประเด็น อะไร เป็นเรื่องที่ต้องปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้เสียใหม่นั้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะแม้ครูทุกคนและผู้บริหารการศึกษาจะเห็นด้วยถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยน แต่จะให้ปรับเปลี่ยนอะไร เพราะ ความรู้ (Knowledge) นั้น ถ้าไม่ทำความเข้าใจร่วมกันว่าครอบคลุมอะไรบ้างแล้ว ครูก็จะสับสน แยกแยะไม่ได้ และปฏิบัติตัวไม่ถูก

เวลาเราพูดถึง การช่วยให้เด็กพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่รอบด้าน เรามักจะพูดรวม ๆ กันไปว่า เราอยากให้เด็กสามารถเรียนรู้วิธีคิด วิธีการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม และเรียนรู้ทักษะชีวิตที่จำเป็นในการพัฒนาตนเอง แต่เราไม่ได้แยกแยะไว้ว่า อะไรเป็นความรู้ประเภทใด ทำให้เกิดปัญหาที่สามคือ จะทำอย่างไร จึงจะปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้เพื่อเอื้ออำนวยให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองได้ตลอดชีวิต เมื่อพ้นจากระบบโรงเรียนไปแล้ว หรือเริ่มรู้จักเรียนรู้ด้วยตนเองตั้งแต่ยังอยู่ในระบบโรงเรียน

แนวคิดและแนวทางในการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่จะเสนอนี้ จะเน้นประเด็นที่ 3 คือ เรื่อง อย่างไร แต่จะต้องทำความเข้าใจในประเด็นที่ 2 คือ อะไร ที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการเรียนรู้ บ้าง

ตัวความรู้ (Body of Knowledge) และการรู้ (Knowing)

กระบวนการเรียนรู้เกี่ยวข้องกับ

การรู้แบ่งออกได้เป็น 4 ระดับคือ
    1. ไม่รู้ว่า ไม่รู้
    2. ไม่รู้ว่า รู้
    3. รู้ว่า ไม่รู้
    4. รู้ว่า รู้
การไม่รู้ว่าไม่รู้เป็นสถานการณ์ที่สุดโต่ง และไม่ก่อให้เกิดการเข้าถึงตัวความรู้ได้ การไม่รู้ว่ารู้หลายเรื่องเกี่ยวกับสัญชาตญาณ บ้างก็ว่าความสามารถในการรู้จักภาษาเป็นเรื่องที่บรรจุอยู่ในยีนส์ของมนุษย์มาตั้งแต่ปฏิสนธิโดยคนเราไม่รู้ว่าเรารู้ หรือเกิดจากการระลึกไม่ได้จึงไม่รู้ว่ารู้ ส่วนผู้ที่ระลึกชาติได้นั้นคือผู้ที่จำได้ จากการถูกสะกดจิต สิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตใต้สำนึกจึงปรากฏขึ้น (ผู้สนใจควรอ่านเรื่อง ชาติภพ ที่จุไรรัตน์ อารยะกิตติพงษ์ แปลจาก Many Lives, Many Masters ของ Brian L. Weiss, M.D.)

การไม่รู้ว่ารู้นี้ เป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก (sub – consciousness) ซึ่งคนๆ หนึ่งเคยรู้แต่ระลึกไม่ได้

การรู้ว่าไม่รู้เป็นสภาวะที่อาจก่อให้เกิดการเรียนรู้หรือไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ก็ได้ ถ้าผู้รู้ว่าไม่รู้ไม่มีความอยากที่จะขจัดความไม่รู้นั้นเสีย ไม่ว่าจะถูกบังคับให้เรียนมากอย่างไรก็เกิดความรู้ได้ยาก และเมื่อเลือกได้ไม่ต้องถูกบังคับ – กำหนด ก็จะไม่ขวนขวายด้วยตนเองที่จะเรียนรู้

การรู้ว่ารู้ เป็นสภาวะที่เป็นอุดมคติ และเป็นเป้าหมายสูงสุดของการเรียนรู้ โดยเฉพาะการ รู้จักตัวเอง

ดังนั้นเมื่อเราพูดถึง กระบวนการเรียนรู้ เราจะต้องทำความเข้าใจและแยกแยะระหว่าง การรู้ กับ ความรู้ ก่อน การสอนเป็นเป็นวิธีการหนึ่งของการรู้ (Teaching as a way of Knowing)

เมื่อเข้าใจแล้วว่า การรู้อาจเกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง (ตรัสรู้) แต่โดยทั่วไปแล้ว การรู้ของมนุษย์เรามีหลายขั้นตอน หลายระดับ และในระยะเวลาหนึ่งการรู้ตัวความรู้ต่างๆ มาจากการสอน การแนะ การทำให้เห็น การมีประสบการณ์ตรงโดยไม่มีการสอนไม่มีการแนะ การดูแบบอย่างและเอาอย่าง ดังนั้น การสอน จึงเป็นวิธีการหนึ่งในหลายๆ วิธีการที่มนุษย์เราใช้ในการรู้เพื่อเข้าถึงตัวความรู้ การสอนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรู้

แต่การสอนก็ไม่มีวิธีเดียว การสอนแบบสั่งเป็นเพียงวิธีการหนึ่งของการสอนเท่านั้น และสามารถใช้ได้ดีในเรื่องบางเรื่อง แต่ไม่เหมาะสมที่จะนำวิธีการนี้มาใช้ในเรื่องทั้งหมดหรือทุกๆ เรื่อง

เราต้องระบุให้แน่ชัดลงไปว่า เรื่องไหนที่ครูจะปรับเปลี่ยนวิธีการสอนในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก

เมื่อเราทำความเข้าใจร่วมกันได้ถึงความแตกต่างที่เกี่ยวโยงกันระหว่างการรู้กับความรู้แล้ว คำว่า การเรียนรู้ หรือกระบวนการเรียนรู้ที่จะเป็นไปเพื่อการพัฒนาศักยภาพของเด็กให้เต็มที่รอบด้านได้ เราจะต้องระลึกว่าตัวความรู้หรือองค์ความรู้นั้น มีการสะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้มนุษย์เราไม่ต้องคิดใหม่ ลองผิดลองถูกใหม่ในทุกๆ เรื่อง เพราะเราได้เคยมีการคิด การทดลอง การยอมรับมาก่อนแล้ว โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แต่ตัวความรู้นั้น แม้จะมีการสะสมมานานก็มิใช่จะคงสภาพเดิม หากมีการเพิ่มพูน ขยายตัว ขอบเขตมากขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น บางอย่างก็มีการทบทวนแก้ไขเปลี่ยนแปลงไป เราจึงต้องหาทางแสวงหาความรู้ที่เพิ่มขึ้นนั้นตลอดเวลา ระบบการเรียนรู้ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเคยเป็นหลักของการเรียนรู้ แต่ในปัจจุบัน-อนาคต แหล่งความรู้มีมากมาย และในบางแหล่งมีคุณภาพสูง และข้อมูลข่าวสารมากกว่าโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

ทักษะ (Skills) กับสาระ (Substance)

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงต้องแยกแยะระหว่าง ทักษะ (skills) กับ สาระ หรือ สารัตถะ ของความรู้

ทักษะการรู้ อะไรบ้างที่จะทำให้เด็กๆ มีติดตัวไปเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต การที่เด็กรู้ว่าไม่รู้แต่ไม่อยากเรียนไม่กระตือรือล้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ครูขาดทักษะการสอน และอีกส่วนหนึ่ง เด็กขาดทักษะการรู้ หรือครูยังมีทักษะการสอนที่ไม่เหมาะสม เช่น อาจใช้วิธีการสอนแบบสั่งมากเกินไป หรือในเรื่องที่ไม่น่าจะทำเช่นนั้น

ทักษะการรู้วิชชา

ดังนั้น ทั้งเด็กและครูจึงต้อง มีทักษะการรู้วิชชา 3 อย่าง คือ

ที่สำคัญก็คือ ต้องมีความคล่องแคล่วและความเคยชินจนติดเป็นนิสัยด้วย

นอกจากทักษะการรู้หรือที่ผมเรียกว่า LTC Skills (Language< Thinking, Computer) แล้ว ยังมีทักษะการดำรงชีวิตในฐานะที่เป็นพลเมือง-พลโลก อีกด้วย ดังนั้น แนวคิดแนวทางในการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้จึงต้องมีความชัดเจนว่า เราจะปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ ทักษะ LTC ได้อย่างไร และทักษะในการเป็นพลเมือง-พลโลก ที่ดีได้อย่างไร

ทักษะการรู้ชีวิต

ทักษะการดำรงชีวิต (Life Skills) นี้ แต่เดิมโรงเรียนเป็นแหล่งสำคัญในการเรียนรู้ เพราะแต่เดิมชุมชนท้องถิ่นเป็นสภาพแวดล้อมที่เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง นอกจากนั้นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติ เพื่อน พระ และสภาพตามธรรมชาติ ป่า เขา ลำเนาไพร ในสมัยก่อนก็เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญคือ เด็กๆ และผู้ใหญ่ในชุมชนมีเวลาพอ และเวลานั้นก็เป็นธรรมชาติสอดคล้องกับวัฏจักรแห่งฤดูกาล ต่อมาเมื่อมีโรงเรียน โรงเรียนเป็นสถาบันใหม่ที่มีบทบาทหน้าที่ในการกล่อมเกลาเด็ก การกล่อมเกลาในสมัยแรกตั้งโรงเรียนนั้นก็เป็นทั้งวิชชา (ความรู้) และจรณะ (ความประพฤติ) ของใหม่ที่เด็กยุคก่อนต้องเรียนรู้ และระบบโรงเรียนมีอิทธิพลมากก็คือ ทักษะในการเป็นพลเมืองที่ดีของรัฐประชาชาติ

เมื่อกาลเวลาผ่านไป รัฐประชาชาติได้สร้างกลไกและกระบวนการที่ดึงเอาเด็กออกไปจากท้องถิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับการว่าจ้างงาน ทั้งที่เป็นราชการและธุรกิจ ล้วนแล้วแต่มากระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง เด็กจึงมีความแปลกแยกจากภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งได้รับการดูแคลน ชนบทกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้าหลังไม่ทันสมัย

บัดนี้การศึกษาได้ขยายตัวจนเต็มพื้นที่แล้ว เราเริ่มรู้สึกว่าการเรียนรู้ของเด็กขาดคามรู้ความเข้าใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะส่วนที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาของตนเองได้ เราจึงหันมาเน้นให้เด็กเรียนรู้จากสิ่งต่างๆ ในชุมชน เพื่อเข้าใจและแก้ไขปัญหาของชุมชนได้ ในขณะเดียวกันก็ให้สามารถเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลง แนวโน้ม ความเป็นไปของสังคมโลกในอนาคต เพื่อสนองตอบต่อคุณค่าสากลตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ต้องการ ให้เด็กมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่รอดได้รับการคุ้มครอง ได้รับการพัฒนาและมีส่วนร่วม

การรู้ชีวิต 3 ระดับ : ชุมชน ชาติ นานาชาติ

พอสรุปได้ว่า ทักษะชีวิตที่เป็นของใหม่เมื่อ 100 ปีที่แล้ว มีโรงเรียนและครูเป็นศูนย์กลาง ซึ่งก็สอดคล้องกับพัฒนาการของรัฐและอาชีพการงานในระยะ 100 ปีนั้น มาบัดนี้ทักษะชีวิตที่เด็กจะเรียนรู้มีทั้ง 3 ระดับคือ ชุมชน ชาติ และนานาชาติ ชีวิตการงานในอีก 10-20 ปีข้างหน้าของคนเราก็จะเปลี่ยนไป แทนที่จะมีงานเดียวตลอดชีวิต อาจมีงานมากกว่าหนึ่งอย่าง และไม่ได้ทำอย่างหนึ่งอย่างใดในที่เดียวใช้เวลาทั้งวัน แต่แบ่งเวลาสำหรับงานมากกว่าหนึ่งอย่างนั้น ดังนั้น หากจะให้น้ำหนักระหว่างทักษะกับสาระแล้ว ทักษะน่าจะมีน้ำหนักมากกว่า โดยเฉพาะทักษะที่จะช่วยให้ผู้มีทักษะสามารถหาความรู้ด้วยตนเองได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในระบบการศึกษาที่เป็นทางการเสมอไป หรือถ้าจะเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาที่เป็นทางการ ก็จะมีความคล่องแคล่วในการแสวงหาความรู้ต่างๆ ได้ดี

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า โรงเรียนจะหมดบทบาทไป ตรงกันข้าม โรงเรียนยังเป็นสถาบันทางสังคมที่ให้โอกาสเด็กๆ เข้ามาเรียนรู้ทักษะชีวิตได้ เพราะในอนาคตแนวโน้มที่เด็กจะเรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านอินเทอร์เนตจะมีมากขึ้น เด็กจะใช้เวลากับการมีความสัมพันธ์เสมือนจริงมากขึ้น การที่เด็กมาโรงเรียนมีครูมีเพื่อน ก็เป็นโอกาสสำหรับเด็กจะได้รับประสบการณ์ที่เป็น ทักษะชีวิตจริง ที่ต่างไปจาก ชีวิตเสมือนจริง ผ่านจอคอมพิวเตอร์

โรงเรียนที่ดีแห่งอนาคตต้องเอาอนาคตเป็นตัวตั้ง

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวโรงเรียน ปัญหาอยู่ที่การมีโรงเรียนที่ดี โรงเรียนปัจจุบันเกิดจากชีวิตเมื่อ 100 ปีมาแล้ว โรงเรียนอนาคต น่าจะมีลักษณะต่างไปจากโรงเรียนในปัจจุบัน การที่เรามาคิดถึงเรื่องการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้จึงเป็นเรื่องที่มีอนาคตเป็นตัวตั้ง มิใช่อดีตและปัจจุบัน เราจึงต้องคิดถึงการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบการศึกษาทั้งระบบ

อุปสรรคและข้อจำกัดระบบการศึกษาในปัจจุบัน

ปัจจุบัน ระบบการศึกษาของเรามีลักษณะเด่น ดังนี้

    1. มีการจัดอย่างเป็นทางการเป็นด้านหลัก โดยแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ และแยกชั้นเรียนตามอายุห่างกันชั้นละปี ไม่มีการคละเด็ก เว้นแต่ในบางกิจกรรม เช่น ดนตรี และกีฬา แม้แต่การเรียนศิลปะก็แบ่งการสอนเป็นชั้นๆ
    2. มีหลักสูตรและตำราพื้นฐานใช้บังคับทั่วประเทศ แม้จะพยายามให้ความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่โดยทั่วไปก็ยังเป็นระบบรวมศูนย์
    3. มีการจัดแบ่งเวลาโดยอาศัยตารางการสอนรายวิชาสลับกันไป
    4. มีการวัดและประเมินผลโดยเน้นการสอบด้านวิชาที่เป็นตัวความรู้ มากกว่าที่จะนำทักษะการรู้และทักษะชีวิตมาพิจารณาด้วย
    5. เป็นระบบที่มุ่งสู่การคัดบุคคลจำนวนน้อยเข้าสู่ขั้นสูงของการศึกษา คือมีฐานกว้างแต่ปลายแคบ
    6. การจัดแบ่งตัวความรู้ มีการกระจายตัวออก ขาดการเชื่อมโยงและบูรณาการ
    7. ใช้ระยะเวลายาวนานคือ 12 ปี ในระดับอายุ 6-18 ปี และ 4 ปีในระดับมหาวิทยาลัย
    8. เน้นกระบวนการสอนแบบสั่งมากจนเกินไป และยังมีความไม่เข้าใจร่วมกันว่า กระบวนการเรียนรู้แบบเด็กเป็นศูนย์กลาง คืออะไร จะทำได้อย่างไร ในเรื่องใดบ้าง
    9. ขาดความเข้าใจในความหมายของคำว่า “ยุทธศาสตร์” จนนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา เช่น ไปนึกว่าการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และการใช้ระบบประกันคุณภาพเป็นยุทธศาสตร์ โดยที่ยังไม่เข้าใจแนวโน้มในอนาคต และมีการจัดทำการคาดการณ์อนาคต แล้วจึงกำหนดยุทธศาสตร์ นอกจากนั้นยังไม่มีความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างยุทธศาสตร์การคิด (Thinking Strategy) กับยุทธศาสตร์ที่เกิดจากการมียุทธศาสตร์การคิดต่างแบบกัน เช่น ยุทธศาสตร์การคิดแบบเอกนิยม, ทวินิยม และพหุนิยม ย่อมก่อให้เกิดยุทธศาสตร์ในการางแผนและแนวทางปฏิบัติที่ต่างกัน
ยุทธศาสตร์แห่งยุทธศาสตร์ (meta – strategy)

ทั้ง 9 ประเด็นนี้ เป็นสภาวะที่ดำรงอยู่ เป็นกรอบที่จำกัดและครอบงำความพยายามในการเปลี่ยนแปลง หากจะมีการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ก็จะต้องคำนึงถึงสภาวะเหล่านี้ด้วยว่าจะแก้ไขอย่างไร กระบวนการเรียนรู้จึงจะเป็นไปตามเป้าหมายได้ และเนื่องจากสภาวะปัจจุบันที่ห้อมล้อมกระบวนการเรียนรู้อยู่มีความซับซ้อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้มีลักษณะพิเศษตรงที่จำเป็นจะต้องเป็นการตัดสินใจ สมัครใจ พร้อมใจ ร่วมใจกันของครูซึ่งมีจำนวนนับแสน จึงต้องมียุทธศาสตร์แห่งยุทธศาสตร์ (meta – strategy) เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาอันซับซ้อนนี้

การคิดแบบพหุวิถี (Multiple Thinking)

ยุทธศาสตร์แห่งยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์การคิดแบบพหุวิถี (Multiple Approach) ได้แก่ การอาศัยการคิดแบบหลากหลาย ลดและแก้ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมกับระบบการศึกษา

ยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ได้แก่ การใช้ทักษะเป็นตัวนำไปผลักดันกระบวนการเรียนรู้ โดยแบ่งทักษะออกเป็น 2 กลุ่มคือ ทักษะการรู้วิชชา และ ทักษะการรู้ชีวิต ทั้งนี้จะต้องส่งเสริมทักษะการรู้ทั้งสองด้านในหมู่ครูและนักเรียน

ยุทธศาสตร์การคิดแบบพหุวิถีจะทำให้เกิดแนวทางหลายแนวทาง และการปฏิบัติการหลายชุดแทนที่จะเป็นหนทางเดียว – การปฏิบัติการชุดเดียว ที่สำคัญก็คือยุทธศาสตร์การคิดแบบนี้ เป็นยุทธศาสตร์สายกลาง ที่นำข้อดีของวิธีการเรียนรู้แบบต่างๆ มาใช้โดยละเว้นส่วนด้อยของวิธีการเรียนรู้เหล่านั้น

เมื่อมียุทธศาสตร์แบบทักษะนำ – สาระตามแล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องพิจารณาว่า ปัจจัยที่จะมาจำกัดการปรับเปลี่ยนมีอะไรบ้าง และจะลดหรือขจัดอุปสรรคที่เกิดจากปัจจัยนั้นได้อย่างไร

เวลาและทางเลือก

ปัจจัยสำคัญที่สุด คือ เวลาและการแบ่งเวลาของกระบวนการเรียนรู้กับทางเลือกที่มีให้แก่เด็กในการเรียนรู้ ทางเลือกนี้ หมายความร่วมตั้งแต่หลักสูตร วิชา ทักษะ สื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์การเรียน ไปจนถึงประเภทของโรงเรียน

เมื่อเข้าใจการรู้ ว่าต่างจากตัวความรู้แล้ว การอาศัยแนวทางและวิธีการอันหลากหลายกับ ทักษะการรู้ 2 ประเภท (วิชชาและชีวิต) ก็จะมีความชัดเจนคือ ระบุได้ว่าจะต้องมีสภาวการณ์ที่เอื้ออำนวยอย่างไร ในเมืองกับชนบทมีความแตกต่างกันอย่างไร หรือในเมืองของเขตชนบท (เขตเทศบาล) เด็กๆ จะเรียนรู้ทักษะ 2 ประเภทนี้ได้อย่างไร ส่วนใดของทักษะและตัวความรู้ที่ควรใช้วิธีสอนแบบสั่ง ในขั้นตอนใด ระดับอายุใด ส่วนใด เรื่องใด ที่ควรใช้วิธีส่งเสริมให้เด็กคิดเองสร้างเอง เพื่อให้รู้ว่ารู้ด้วยตนเอง จะทำอย่างไร กับการแบ่งเวลาและการจัดตารางสอนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มีเรื่องใดกิจกรรมใดบ้างที่จะแยกชั้นเรียนตามอายุ มีกิจกรรมใดที่รวมเด็กต่างวัยต่างชั้นเรียนได้บ้าง เช่น ดนตรี ศิลป กีฬา จำเป็นหรือไม่ที่เด็กอายุ 6 – 8 ขวบ ต้องอยู่ในห้องเรียนวันละ 6 คาบ วิชาบางวิชาจะมีการเรียนโดยให้เด็กเลือกหาความรู้ในสิ่งที่เขาสนใจและชอบได้หรือไม่

เรื่องเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ควรมีการพิจารณาร่วมกันต่อไป เมื่อมีความชัดเจนในเรื่องการรู้กับความรู้ ทักษะกับสาระ ทักษะการรู้วิชชากับทักษะการรู้ชีวิตแล้ว เราก็จะจัดกลุ่มประเด็นหลักของการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ตามสาระที่ปรากฏอยู่ในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. . . . ทั้ง 10 ประเด็นได้ โดยหาประเด็นหลักที่เป็นพื้นฐาน และประเด็นรองที่เชื่อมโยงกัน พร้อมทั้งพิจารณาถึงแนวทางในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เด็กๆ และครูมีทักษะพร้อมสำหรับชีวิตและการงานอนาคต.


| HOME | Sensitive Forum | การบ้าน การเมือง |